วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

เม่นแคระ




เม่นแคระ หรือเม่นจิ๋ว ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม อยู่ในเขตร้อน ใกล้เส้นศูนย์สูตร เป็นสัตว์ที่หากิน ในเวลากลางคืน ชอบเดินหากินไส้เดือน หนอน มดและแมลงต่าง ๆ ส่วนในตอนกลางวัน มักหลบนอน ตามโพรงไม้ หรืออุโมงค์ดิน ที่ขุดขึ้นมาเอง มีนิสัยรักสงบ รักสันโดษ เวลาตกใจ มักม้วนตัวเป็นก้อนกลม คล้ายลูกบอลหนาม หนามของเม่นแคระ ไม่ได้แหลมคมมาก ที่สำคัญ เม่นแคระ หรือเม่นชนิดไหน ในโลกนี้ ไม่สามารถสลัดขนที่หลังได้




ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ เพื่อการเป็นสัตว์เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เม่นแคระที่เกิดในกรงเลี้ยง นิสัยบางอย่างของสัตว์ป่าก็จะขาดหายไป เช่น เม่นแคระบางตัวก็กินอาหารในเวลากลางวัน ชอบวิ่งวงล้อคล้ายกับหนูแฮมสเตอร์ ชอบอาบน้ำอุ่น ชอบให้คนจับอุ้มเล่น เวลาตกใจไม่ทำตัวกลม เป็นลูกบอลหนาม แต่ทว่ากลับวิ่งหนีแทน



การเตรียมสถานที่เลี้ยง
ปัจจุบันมักนิยมเลี้ยงกันในตู้ปลาขนาดใหญ่ ดังนั้นพื้นตู้ต้องใช้สิ่งปูรองที่แห้ง สะอาดและดูดซับของเสียได้ดี อย่างน้อยควรจะปูไว้หนา ไม่ต่ำกว่าสิบเซนติเมตร ไม่ควรเลี้ยงอยู่ในกรงที่ทำมาจากซี่ลวด เพราะพบบ่อยครั้งที่ขาตกร่อง หรือขาเข้าไปติดซี่กรง จนขาหักได้ ถ้าท่าน เลี้ยงเม่นแคระ ในที่มีอากาศหนาวเย็น อาทิ ภาคเหนือของประเทศไทย ในหน้าหนาวก็ควรมีการเปิดไฟส่องให้ความอบอุ่นแก่เขาบ้าง






การเลี้ยงดู
ปรกติเราจะเลี้ยงเจ้าเม่นแคระ ไว้ในบ้านตลอดเวลา แต่ในวันที่อากาศร้อนไม่มาก ตอนเช้าหรือตอนเย็น ๆ ควรนำเขาออกมาตากแดด รับวิตามินจากแสงแดด และสูดอากาศ สดชื่นภายนอก เพื่อเขาจะได้ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายบ้างถ้าเป็นสนามหญ้า จะดีมาก ดูเป็นธรรมชาติดี เขาและเจ้าของ จะได้มีความสุข ร่วมกันมากยิ่งขึ้น แต่การปล่อยนั้น ต้องมีเจ้าของ อยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะพบบ่อยครั้ง ว่ามีสุนัข หรือแมว มักเข้ามาทำร้าย





การจัดเตรียมอาหาร
นิยมให้อาหารเม็ดสำหรับแมว เพราะหาซื้อได้สะดวกและราคาไม่แพง แต่ความจริงแล้ว เม่นแคระ ต้องการอาหารที่มีโปรตีนมาก และไขมันต่ำ ซึ่งอาหารแมวมีไขมันมากเกินไป ทำให้อ้วนและมีอายุสั้นลง จึงต้องใช้ในปริมาณจำกัด และเสริมอาหารชนิดอื่นๆ ทดแทน ควรมีหนอนนก และจิ้งหรีดรวมอยู่ใน รายการอาหารด้วย ประมาณสัปดาห์ละสามถึงห้าวัน อาหารเสริมที่แนะนำ ก็จะมีผัก และผลไม้รสหวาน แคลเซียมเม็ด สำหรับสุนัข แบ่งเป็นชิ้นเล็กให้แทะเล่น ไข่ต้มสุก เป็นต้น


วิธีการสังเกตดูเวลาเขาป่วย

ระบบทางเดินอาหาร เริ่มกันที่ภายในช่องปากก่อน บางร้านเกรงว่าเม่นแคระที่ขายจะกัดผู้ซื้อ จึงตัดฟันเขี้ยวทั้งสี่ซี่ (บนสองล่างสอง) ออกเสีย โดยเชื่อว่าฟันจะได้ทื่อ กัดแล้วไม่เจ็บ หาได้เป็นความจริงไม่ครับ กลับเป็นการ ทำให้เกิดฟันอักเสบ และฝีรากฟัน เม่นแคระจะไม่กินอาหาร ปากเหม็น และหน้าบวม

ระบบทางเดินอาหาร นั้นอาการผิดปรกติซึ่งพบบ่อยที่สุด คือท้องเสียและอาเจียน จากอาหารเป็นพิษ เพราะอาหารไม่สะอาด หรือกินอาหาร และขนมผิดประเภท เช่น น้ำชากาแฟ ช็อคโกเลต ทุเรียน ส้มตำ เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ ต้องทราบด้วยว่า "โรคเริม" ในคนสามารถติดต่อไปยัง เม่นแคระได้ โดยการกินอาหาร ต่อจากเจ้าของที่กำลังเป็นโรคเริม ที่ริมฝีปาก ซึ่งอาจทำให้เม่นแคระเสียชีวิตได้

ระบบทางเดินหายใจ อาการ หายใจหอบ ไอ จาม ไม่กินอาหาร ไม่ยอมเคลื่อนไหว เหล่านี้มักเป็นอาหาร ที่พบบ่อยๆ มาจากโรคปอด และหลอดลมอักเสบ ในเม่นแคระ สาเหตุสำคัญมักมาจากการ เลี้ยงที่หนาแน่นเกินไป การไม่ได้ออกมาปล่อยเล่นเสียบ้าง ติดโรคจากเจ้าของ อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา หรือการได้สูดสมสารระเหย ที่มีพิษและฤทธิ์ระคายเคือง เมื่อเจ้าของพบอาการดังกล่าว ควรนำมาพบสัตวแพทย์ ให้เร็วที่สุดนะครับ



ระบบทางเดินปัสสาวะ เม่นแคระที่กินแต่อาหารแมวอย่างเดียว ( แบบไม่อั้น ) มาเป็นระยะเวลานาน มีสิทธิที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และแถมเป็นนิ่วได้ด้วย

ระบบประสาท มักพบกันเม่นแคระเพศเมีย อายุมากกว่า3 ปีขึ้นไป แสดงอาการ ขาหลังอ่อนแรง ควบคุมอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งเป็นระยะ ที่เกินความเหมาะสม ในการรักษาไปแล้ว สัตว์มักเสียชีวิตหลังแสดงอาการ ระยะสุดท้ายไม่นาน แต่ถ้ารักษาแต่เนินๆ โอกาสหายก็มีมากขึ้น

ระบบผิวหนังและหนาม ผิวหนังอักเสบ และขี้เรื้อนก็มีให้พบเห็นบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ถ้าเป็นโรคในระบบนี้ เม่นแคระจะคัน เกาบ่อย ๆ หนามร่วง และมีสะเก็ดรังแค มากกว่าปกติมาก ต้องพาไปหาคุณหมอสัตวแพทย์วินิจฉัย ก็จะรักษาได้โดยง่าย


เครดิต
http://brightlives.th.88db.com/pets/pets_hedgehog.htm

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงแมว




ที่อยู่อาศัยของแมว
ตอนกลางวันควรให้แมวอยู่อย่างอิสระ ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ ตอนกลางคืนควรขังรวมกันไว้ในกรง
กรงแมวต้องมีขนาดใหญ่ (1x1x1 เมตร) และมี 2 ชั้น ดังรูป



หมายเลข 4 สำหรับให้แมวขับถ่าย และเป็นพื้นปูนลาดเอียง เพื่อให้ลาดน้ำล้างได้สะดวก
หมายเลข 3 สำหรับให้แมวนอนเวลากลางคืน ควรมีถังน้ำวางอยู่มุมใดมุมหนึ่งด้วย ไม่ควรให้แมวกินอาหารในกรง
หมายเลข 2 เป็นตาข่ายธรรมดากันแมวออกจากกรง
หมายเลข 1 ควรเป็นเพดานที่กันฝนได้ทั้งกรง และสามารถเปิดออกได้ เพื่อให้แสงสว่างช่วยฆ่าเชื้อโรคในกรงเวลากลางวัน
ผมเคยเลี้ยงแมวตาย 7 ตัว มันค่อยๆตายทีละตัว ทีแรกคิดว่ามันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เลยขังมันไว้ในกรง (ไม่ใช่แบบในตัวอย่าง เป็นกรงที่แมวทั้งขี้และกินในที่เดียวกัน) เห็นมันดิ้นไปดิ้นมาแล้วก็ตาย ผมพยายามหาทางแก้ จนกระทั่งแมวตายผ่านไปแล้ว 7 ตัว ผมถึงสังเกตุเห็นว่า แมวที่นอนนอกกรงเวลากลางคืนยังแข็งแรงดี ส่วนแมวที่นอนในกรงจะค่อยๆป่วยทีละตัว ดังนั้นผมจึงรื้อกรงนั้นทิ้ง และย้ายให้แมวไปนอนที่อื่น แมวที่เหลือจึงรอดตาย สาเหตุคงเป็นเพราะ ขี้และเยี่ยวที่หมักหมมในกรงเป็นเวลานาน ส่งกลิ่นบางอย่าง ทำให้แมวป่วยอย่างร้ายแรง
การเลี้ยงแมวในบ้าน แมวชอบขี้และเยี่ยวในที่ๆมีกลิ่นเหม็นหรือเป็นจุดอับ หากต้องการให้แมวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ควรเตรียมกระบะทรายหรือขี้เถ้าไว้ในบ้านด้วย สำหรับแมวตัวผู้ที่โตแล้ว จะเยี่ยวไม่เลือกที่




โรคของแมว

แมวผม 2 ตัวชอบกินเศษอาหาร ขนาดขึ้นราแล้วก็กิน หลังจากนั้นกระเพาะมันก็ติดเชื้อตายไปหนึ่งตัว ตัวที่ 2 เพิ่งจะเริ่มเป็นโรคทีหลังเพราะไม่ตะกละเหมือนตัวแรก ผมรีบพามันไปหาหมอ หมอฉีดยา 3 เข็ม เก็บเงิน 200 บาท แล้วให้พามันมาอีกหลังจากนั้น 3 วัน และฉีดยาอีกครั้ง พร้อมทั้งรับยากินมาให้มันกินอีก 2 สัปดาห์มันจึงหายเป็นปรกติ หมอบอกว่าถ้าพามาเร็วก็มีโอกาสหาย แต่ถ้าปล่อยให้เป็นหนักแล้วพามา จะรอดยาก ดังนั้น หากแมวป่วยควรรีบพาไปหาหมอตั้งแต่วันแรกเลย
โรคหวัดที่เกิดในแมว หากเป็นแมวเด็กหรือแมวผู้ใหญ่ที่อ่อนแอจะมีโอกาสตายสูง หากเราปล่อยให้มันหายเองไม่พาไปหาหมอ ส่วนใหญ่อาการจะหนักขึ้นและตายในที่สุด ไม่มีคำว่าหายเองตามธรรมชาติ (จากวันที่สังเกตุเห็นว่ามันเป็นหวัด จนถึงวันที่มันตายเพียง 3 วันเท่านั้น) แต่ถ้าเป็นแมวอ้วนกินเก่งถึงเป็นหวัดก็ยังกินเก่งเราให้มันกินหญ้ามันก็หายเองได้
สรุปว่า หากพบว่าแมวเป็นหวัด ไม่กินอาหาร ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ อย่าปล่อยไว้นาน เพราะโรคหวัดแมว ตายเร็ว
หากแมวที่เป็นหวัดมีขี้ตามากหรือมีหนองจากตาจนลืมตาไม่ได้ ควรหมั่นเช็ดหนองออกจากตาและจมูก และควรพาไปหาสัตวแพทย์
อาหารสำหรับแมวท้องเสีย คือ ตับไก่ปิ้ง (อันนี้ ไม่แน่ใจ)
ควรให้แมวกินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าแมวอดอาหาร มันจะไม่แข็งแรง และเป็นโรคได้ง่าย
อย่าให้แมวกินข้าวบูด ควรให้แมวกินข้าวที่คนกินได้ ผมมีประสบการณ์จะเล่าให้ฟัง
แมวเด็กตัวเล็ก ผมเผลอให้มันกินข้าวบูด หลังจากนั้น มันก็นอนซม ไม่กินข้าว มีน้ำเยิ้มออกจากก้น 2 วัน มันก็ตาย (เป็นอาหารเป็นพิษ ถ้าพาไปหาหมอตั้งแต่วันแรก หมอจะรักษาได้)
เย็นวันหนึ่ง ผมนั่งกินขนมเจ เป็นแป้งทอด ผมก็เลยแบ่งให้แมวกินด้วย 1 ชิ้น วันรุ่งขึ้น มันก็นอนซม มีน้ำเยิ้มที่ก้นเหมือนกัน ผมจึงรีบพาไปหาหมอ หมอบอกว่าอาหารเป็นพิษ รักษาอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แมวตัวนั้นก็หายเป็นปรกติ
ปรกติแมวตัวหลังนี้จะชอบจับหนูแล้วกินหนูด้วย แต่ไม่เคยอาหารเป็นพิษ แต่พอผมเอาขนมแป้งทอดให้กิน มันกลับเป็นอาหารเป็นพิษ ทั้งๆที่ผมก็กินกับมัน
ฯลฯ

การรบกวนจากแมว
แมวบางตัวอาจทำให้เพื่อนบ้านรำคาญได้ ตอนกลางคืนควรขังในกรง
อย่าให้แมวสกปรกอยู่ในบ้าน เพราะหากท่านนอนหลับ เวลาตื่นขึ้นมาอาจพบว่า แมวนอนอยู่บนหน้าของท่าน หรือกำลังเลียหน้าของท่าน ทำให้ท่านเป็นโรคได้
หลังจากจับแมว ไม่ควรจับภาชนะบรรจุอาหารหรือน้ำ หรือสิ่งที่ต้องจับบ่อยๆ เช่น รีโมท และควรล้างมือก่อนกินข้าว เพื่อป้องกันอาหารเป็นพิษ

นิสัยแมว
แมวเป็นสัตว์ที่มีความต้องการ อย่างบ้านผมจะมีรูเล็กๆบนชั้น 2 และแมวจะชอบมุดรูนั้นเข้ามาในบ้าน รูนั้นมุดยากมาก เพราะต้องปีนขึ้นหลังคา แล้วโหนมาตามคาน แล้วจึงมุดรูเข้ามา โดยแมวจะต้องรีดตัวเองเพื่อมุดรูเข้ามา ปัจจุบันแมวตัวนั้นตายแล้ว เพราะเส้นเอนเสีย เนื่องจากมุดเข้ามาบ่อย
เราคิดไปเองว่า ถ้ามันเจ็บเดี๋ยวมันก็เลิกมุดเอง แต่เนื่องจากมันอยากเข้าบ้าน มันก็จะมุดเข้ามาเรื่อย จนกระทั่งมันเส้นเสีย และตายเพราะขยับตัวไม่ได้ จึงทำให้เราคิดว่า แมวมันไม่รู้จักคาดการณ์ว่าอะไรเป็นอันตรายสำหรับมัน เราซึ่งเป็นคนเลี้ยงจะต้องคอยดูแลว่ามันทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวมันเองหรือเปล่า และพยายามอย่าให้มันทำอย่างนั้น
ในกรณีนี้ ผมควรอุดรูนั้น เพื่อให้มันไม่มุดเข้ามาอีก

การป้อนยาแมว
ยาเม็ด
วิธีที่ 1 - แบ่งเป็น 4 ส่วนเล็กๆ แล้วยัดไว้ในตับไก่ย่าง แล้วปล่อยให้แมวกินตับไก่เอง
วิธีที่ 2 - ต้มน้ำเดือดละลายน้ำตาลให้เป็นน้ำข้นๆ ประมาณ 1 ช้อน แล้วบดยาเม็ดละลายลงไปในช้อน คนให้เข้ากัน แล้วเอานิ้วจิ้ม ไปป้ายปากแมว แมวจะเลียเองโดยธรรมชาติ
ยาแค็ปซูล - แกะแค็ปซูลออกแล้วทำตามวิธีที่ 2
ยาผง - ทำตามวิธีที่ 2
ยาน้ำ - ถ้าใช้หลอดฉีดยาฉีดเข้าปากมันไม่ได้ ก็ค่อยๆเอานิ้วจิ้มยาไปป้ายปากมัน

การพาแมวไปหาหมอ
เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลำบากแล้ว เพราะสามารถหาซื้อตระกร้าใบใหญ่ๆที่มีฝาปิดล๊อคได้แล้ว โดยตะกร้านี้มีรูตลอดทุกด้าน ทำให้แมวมีอากาศหายใจ หาซื้อได้ตามห้างใกล้บ้าน


เครดิต


http://www.palthai.com/member/cat.htm

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวสารไอที

เปิดตัว Wellcom A800 แท็บเล็ทแอนดรอยด์ในไทย
Wellcom A800 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ท ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 จอสัมผัส กว้าง 7 นิ้ว




พร้อมภาพพื้นหลัง Live Wallpaper รองรับเครือข่าย 3G การเชื่อมต่อ Wi-Fi และมีคุณสมบัติด้านการโทร ถูกนำไปเปิดตัวในงาน VCW 2010 ที่ประเทศเวียดนาม และ ในวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม เวลา 14.00 น. สาวกแอนดรอยด์ชาวไทยสามารถยลโฉมตัว จริงของ Wellcom A800 ได้ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น 1 โซน Cascata ในงาน FUTURE PARK DIGITAL EXPO 2010


Netbook มาแรง Pixel Qi มาแล้วคับ
ด้วยบริษัท Pixel Qi ได้ผลิตอุปกรณ์คิทที่มีหน้าจอประหยัดพลังงานแบบ DIY ขนาด 10.1 นิ้ว



เพื่อนักดัดแปลงคอมพิวเตอร์ที่จะได้นำไปคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ออกมา ซึ่งได้มีการวางจำหน่ายชุดคิทแบบ 3Qi ในราคาเพียง $275 (ประมาณ 9,000 บาท)

โดยหลังจากวางจำหน่ายได้ไม่เกินอาทิตย์ก็ทำให้ชุดคิท 3Qi ขาดตลาดไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงได้ทำเว็บ Makershed ให้ บริการเพื่อให้มีการสั่งจองล่วงหน้าและรวมถึงส่งสินค้าให้ลูกค้าอีกด้วย

เพื่อนๆ หลายคนคงจะสงสัยแล้วชุดคิทหน้าจอแบบ 3Qi นี้มันเป็นอย่าง ไร จริงๆ แล้วเป็นหน้าจอแบบธรรมดาที่มีความสามารถในการใช้งานใน เน็ตบุ๊ครุ่น Samsung N130

โดยหน้าจอชุดคิทจะมีความสามารถพิเศษ คือมีปุ่มเปิด-ปิดแสง backlight ที่ช่วยให้การแสดงผลชัดเจนมากขึ้น และยังมีโหมดในการประหยัดพลังงานถึง 80% อีกด้วย



Toshiba ส่ง Notebook 3D ลุยตลาดในไทยแล้ว

โตชิบาได้เปิดตัวโน๊ต บุ๊ค 3 มิติ โดยใช้ชื่อว่า Dynabook ซึ่งเป็นรุ่นแรกของโตชิบา ซึ่งมีสเปคที่น่าสนใจ เช่น หน้าจอแสดงผล 15.6 นิ้วใช้เทคโนโลยี clearSuperView LED ซึ่งรองรับการแสดงผลภาพแบบ 3 มิติ ความละเอียดสูงสุด 1,366×768 พิกเซส พร้อมหน่วยประมวลผล Intel Core i7 740QM (1.73GHz) พร้อม ไดร์ฟ Blu-ray burner




และกราฟิกระดับเทพด้วย Nvidia GeFoce GTS 350M และพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุดถึง 640 GB พอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HDMI USB 4 Port



เครดิต

http://www.teenee-it.com/

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 ผลไม้ไทยสร้างเด็กเก่ง




10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง

กรมอนามัย วิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ

1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต

ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม


ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย

1. แก้วมังกร
2. มะขามเทศ
3. มังคุด
4. ลิ้นจี่
5. สาลี่



10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ

1. ฝรั่งกลมสาลี่
2. ฝรั่งไร้เมล็ด
3. มะขามป้อม
4. มะขามเทศ
5. เงาะโรงเรียน
6. ลูกพลับ
7. สตรอเบอร์รี่
8. มะละกอสุก
9. ส้มโอขาว
10. แตงกวา
11. พุทราแอปเปิล



การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ

1. ขนุนหนัง
2. มะขามเทศ
3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ
4. มะเขือเทศราชินี
5. มะม่วงเขียวเสวยสุก
6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
7. มะม่วงยายกล่ำสุก
8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู
9. สตรอเบอร์รี่
10. กล้วยไข่

ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล

ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี


ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี.


เครดิต

http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_02642.php

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จับโกหก





ความจริงแล้วการโกหกอาจเป็นสิ่งจำเป็นในบางครั้ง เช่นการโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ แต่ถ้าการโกหกนั้นมาจากเพื่อนหรือคนที่คุณรัก ซึ่งเขาทำเพื่อปกปิดคุณและเมื่อคุณรู้ความจริง ก็จะเจ็บปวดแสนสาหัส นั่นคือการโกหกที่เลวร้าย

เราจะช่วยปกป้องคุณจากความเลวร้ายนั้น ด้วยวิธีจับโกหกที่ได้ผลชะงัดนัก (แต่ก็อย่าใช้พร่ำเพรื่อตลอดเวลาล่ะ…เพราะมันจะทำให้คุณไม่สบายใจเอง)

ท่าทางส่อพิรุธ
คุณเคยสงสัยว่าพ่อตัวดีของคุณหายไปไหนมาเมื่อคืนใช่ไหม ? พอคุณถามไปเขาก็จะเหยียดหลัง ถอนหายใจแล้วก็จะค่อยๆ พูดอะไรกลับไปกลับมาซึ่งคุณก็เริ่มสงสัยว่า คุณถูกหลอกแล้ว นี่คือสัญลักษณ์ท่าทางส่อพิรุธบางอย่างนะคะ

สายตาเฉไฉ
พ่อตัวดีของคุณเริ่มอธิบายพร้อมสอดส่ายสายตาไปทุกๆ ที่แต่ไม่กล้ามองที่คุณ บางทีก็มองผ่านๆ คุณไปแล้วก็แกล้งหันมามองคุณอีกซักครั้งสองครั้ง

ปริ๊บ ปริ๊บ ปริ๊บ
คนปกติจะกระพริบตาประมาณ 15-20 ครั้งต่อนาที แต่ถ้าคนที่กำลังเขินหรือตกประหม่าจะกระพริบตาเร็วและบ่อยขึ้น ถ้าหากว่าแฟนคุณกระพริบตาเร็วและบ่อยกว่าปกติ เขาอาจเก็บอะไรบางอย่างหรือเก็บใครบางคนไว้ในใจ

ปกปิดตัวเอง
คนที่กำลังโกหกมักไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เขากำลังโกหก ถ้าคุณลองถามเรื่องเมื่อคืนของเขา เขาอาจยืนถือกระเป๋าบังตัวเองไว้ หรือไม่ก็กอดอก

คำพูดซ่อนความคิด
สมมุติว่าคุณกำลังสงสัยว่าเพื่อนรักปกปิดอะไรบางอย่าง คุณอาจสังเกตเธอจากน้ำเสียงเหล่านี้ได้ เสียงประหลาด เวลาที่คนเราโกหก เสียงจะแปลกออกไป โดยมากจะมีเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย เช่นคำว่า “เปล๊า…” ไม่เชื่อไปถามเพื่อนคุณสิว่า “เธอแอบไปบอกตั้มว่าฉันแอบปลื้มเขาเหรอ ?” เสียงที่เพื่อนคุณเปล่งออกมาจะแปร่งๆ หู เช่นสูงไป ต่ำไป บางทีก็กลายเป็นเสียงกระซิบ

ตะคอก !!
คนโกหกหลายคนมักยืนยันความซื่อสัตย์ของตัวเองโดยการตะโกนหรือตะคอกด้วยความโมโหรำคาญ ความจริงมีอยู่ว่ายิ่งเธอตะโกนว่า “ไม่!!!” ดังมากแค่ไหน คำว่า “ใช่” ก็ดังแค่นั้น

เวอร์จัง
ถ้าคุณถามเพื่อนคุณว่าเธอเผยความลับของคุณหรือเปล่า แล้วเธอก็พูดเร็วและชัดเจนเหมือนพิธีกร MTV แสดงว่าเธอเตรียมการมาดีแล้ว และมักพูดคำว่า “แบบว่า หรือ จริงๆนะ” อยู่บ่อยๆ

ประดิษฐ์เรื่องราว
เชื่อหรือเปล่าว่าคนส่วนใหญ่จะคิดประดิษฐ์เรื่องราวต่างๆ นาๆ ได้อย่างน่าเกลียด และน่าตลก โดยเรื่องราวนั้นมักมีลักษณะดังนี้ เรื่องพลิกแพลงไปมา แม้ว่าเรื่องน่าจะดูธรรมดาๆ แต่คนโกหกมักพลิกแพลงเรื่องจนฟังดูเหลือเชื่อสุดๆ สมมุติว่าเพื่อนคุณโกหกว่าเธอไปเยี่ยมยาย ทั้งที่แอบไปดูหนังกับใครไม่รู้โดยไม่ชวนคุณ เธอจะเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ไปกับยายอย่างลึกลับซับซ้อน ทั้งๆ ที่…แค่เธอไปเยี่ยมยายเท่านั้นเอง..(จริงๆ นะ)

ซ้อมมาอย่างดี
คนโกหกมักจะเตรียมการอย่างดี เรื่องที่เธอหรือเขาเล่ามาจะไหลลื่นมากเกินไป คุณลองดักคอเพื่อนดูซิ โดยการถามเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เธอเล่าเลย เช่น “เธอกินข้าวหรือยัง?” เพื่อนของคุณจะงงๆ แล้วตอบผิดๆ ถูกๆ

ย้ำทุกคำ
เรื่องที่คนโกหกเล่ามักจะย้ำชัดทุกคำ โดยเฉพาะคำว่า ไม่ได้ไป เปล่าทำ ไม่เคยพูด….

สังเกตุดูคนรอบข้างคุณก็ได้ ถ้ามีคนที่กำลังทำแบบนี้อยู่ ให้รู้ไว้ซะว่า เค้ากำลังโกหกคุณ




ที่มา http://webboard.yenta4.com/topic/419872

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นกแก้วโม่ง

นกแก้วโม่ง




แก้วโม่ง (Psittacula eupatria) เป็นนกตระกูลนกแก้วขนาดเล็ก - กลาง ชื่อสามัญคือ Alexandrine Parakeet
โดยชื่อนี้ เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อครั้งยาตราทัพเข้ามาสู่ในทวีปเอเชีย โดยได้นำนกแก้วสายพันธุ์นี้กลับไปยังทวีปยุโรป

แก้วโม่งมีถิ่นกำเนิดแพร่กระจายทั่วไปในแถบทวีปเอเชีย ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอัฟกานิสถาน, ไล่ลงไปยังอินเดีย, อินโดจีน เช่น พม่า หรือ ประเทศไทยฝั่งตะวันตก รวมทั้งยังพบได้ตามหมู่เกาะในทะเลอันดามัน
ลักษณะ
แก้วโม่งมีความยาววัดจากหัวถึงปลายหางได้ราว 57-58 เซนติเมตร ลำตัวมีสีเขียว จงอยปากมีลักษณะงุ้มใหญ่สีแดงสด บริเวณหัวไหล่จะมีแถบสีแดงแต้มอยู่ทั้งสองข้าง นกเพศผู้และเมียสามารถแยกแยะได้เมื่อนกโตเต็มที่ กล่าวคือในเพศผู้จะปรากฏมีแถบขนสีดำและสีชมพูรอบคอที่เรียกกันว่า "Ring Neck" ซึ่งในนกเพศเมียไม่มีเส้นที่ปรากฏดังกล่าว



พฤติกรรม
อาหารของแก้วโม่ง ในธรรมชาติ ประกอบด้วย เมล็ดพืชต่าง ๆ ผลไม้หลากชนิด ใบไม้อ่อน ฯลฯ

แก้วโม่งจัดเป็นนกแก้วที่มีเสียงร้องค่อนข้างดัง และมักเลือกที่จะทำรังตามโพรงไม้ใหญ่ ๆ โดยใช้วิธีแทะหรือขุดโพรงไม้จำพวกไม้เนื้ออ่อน หรืออาจเลือกใช้โพรงไม้ที่เก่าต่าง ๆ โดยในฤดูผสมพันธุ์ซึ่งจะแตกต่างกันตามลักษณะสายพันธุ์ย่อย อันเกี่ยวเนื่องกับอุณหภูมิและสภาพทางภูมิศาสตร์ แต่โดยเฉลี่ยจะเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงราวปลายเมษายน โดยในระหว่างฤดูผสมนี้เพศเมียจะค่อนข้างแสดงอาการดุ และกร้าวร้าวมากขึ้น

แก้วโม่งวางไข่ปีละครั้ง ครั้งละ 2-4 ฟอง

สถานะการอนุรักษ์
แก้วโม่งจัดเป็นนกแก้วที่นิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ เพราะพบว่าเป็นนกแก้วที่มีความสามารถในการเลียนเสียงต่าง ๆ โดยเฉพาะเสียงมนุษย์ได้ดี ปัจจุบันนกแก้วโม่งจัดเป็นนกที่อยู่ในบัญชีคุ้มครอง 2 ของอนุสัญญาไซเตส รวมทั้งเป็นนกที่กฎหมายให้ความคุ้มครองในแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน

แก้วโม่งเป็นนกที่ได้รับการนำมาเพาะพันธุ์โดยมนุษย์ประสบผลสำเร็จ ทำให้แนวทางในลดปัญหาจากลักลอบจับหรือล่านกแก้วโม่งป่า เพื่อการค้า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น



การเลี้ยงดู
สำหรับการเลี้ยงนกแก้วโม่งในครอบครองนั้น ผู้เลี้ยงควรต้องศึกษาในเรื่องของพฤติกรรมความเป็นอยู่, ลักษณะนิสัย รวมทั้งการจัดการด้านอาหารและสถานที่เลี้ยงให้ถูกต้อง เพราะการเลี้ยงนกที่ผิดไปจากธรรมชาติถิ่นที่อยู่เดิมนั้น ปัญหาประการหนึ่งก็คือ "ความเครียด" ของนก ดังนั้นการจัดหาความพร้อมทั้งสถานที่,อุปกรณ์ อาหารการกินที่เหมาะสม อาจช่วยให้นกได้รู้สึกมีความสุขและลดความเครียดลง รวมทั้งยังพร้อมที่จะตอบสนองต่อการเป็นนกในฐานะสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้อย่างมีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป

เครดิต
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%87#.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.A3.E0.B9.80.E0.B8.A5.E0.B8.B5.E0.B9.89.E0.B8.A2.E0.B8.87.E0.B8.94.E0.B8.B9

การเลี้ยงนกกรงหัวจุก


การเลี้ยงนกกรงหัวจุก

นกกรงหัวจุก (การดูแลเลี้ยง)




เรื่องราวของนกกรงหัวจุกในฉบับที่แล้วซึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วๆ ไปของนกกรงหัวจุก ต่อไปก็ขอเข้าเรื่องของการดูแลเลี้ยงดูนกกรงหัวจุกว่ามีความยากง่ายเพียงไรครับนกกรงหัวจุกเป็นนกที่มีอายุยืน นกที่เลี้ยงอาจมีอายุยืนถึง 18 ปี การเลี้ยงนกกรงหัวจุกต้องมีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเลี้ยง ซึ่งได้แก่ กรงของนกกรงหัวจุก มีทั้งกรงรวมซึ่งเป็นกรงขนาดใหญ่สำหรับพักนกที่จับมาขาย หรือเป็นกรงสำหรับให้นกบินออกกำลังกาย กรงเลี้ยงแบบธรรมดา กรงให้นกผลัดขน และกรงที่นำไปแข่ง ถ้วยใส่น้ำ ถ้วยใส่อาหาร ที่รองถ้วยน้ำถ้วยอาหาร ห่วงกลม สำหรับให้นกกระโดดเกาะ ตะขอแขวนผักผลไม้ ใช้ติดในกรงนก 2 อันต่อ 1 กรง คอนเกาะ ผ้าคลุมกรงนก เพื่อไม่ให้นกตกใจต่อสิ่งรอบข้างที่แปลกใหม่ ป้องกันไม่ให้ลมโกรกถูกตัวนก หรือป้องกันไม่ให้ศัตรูมาทำร้าย ถาดรองขี้นก หัวกรง ตะขอแขวนกรง ตุ้มขากรง ขันสำหรับให้นกอาบน้ำในกรง



สำหรับวิธีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกระยะต่างๆ มีดังนี้
การเลี้ยงดูลูกนกเกิดใหม่ ลูกนกที่เกิดใหม่ มีวิธีการให้อาหารคือ 1. อาหารลูกไก่ทำให้ละเอียด 2. กล้วยน้ำว้าเละ 3.หนอนนก

การป้อนอาหารจะป้อนสลับกันไป ถ้าหากลูกนกยังร้องอยู่ก็แสดงว่าลูกนกยังไม่อิ่ม ให้
ป้อนอาหารจนกว่าลูกนกจะหยุดร้อง หรือดูว่าลูกนกกินอาหารมากพอสมควรแล้วก็หยุดป้อน
นอกจากป้อนอาหารแล้ว ต้องป้อนน้ำและหัดให้ลูกนกกินอาหารเองบ้าง จนอายุ 15 - 20 วัน ขึ้นไป
ก็สามารถแยกลูกนกไปไว้ในกรงเดี่ยว และให้แขวนใกล้ลูกนกตัวอื่นๆ เพื่อไม่ให้ลูกนกตื่นกลัว
การเลี้ยงดูลูกนกในกรง ลูกนกในกรงเริ่มกินอาหารเองได้แล้ว และมีสุขภาพแข็งแรง เมื่ออายุได้
ประมาณ 40 วัน ขนจะขึ้นทั่วตัว สีขนของนกจะเปลี่ยนเป็นสีเทา เมื่อนกอายุได้ 100 - 120 วันขึ้นไป นกจะเริ่มผลัดขน ขนจะเปลี่ยนเป็นสีขาวสีน้ำตาล ต่อมาจะมีขนแดงใต้ตาและมีแก้มสีขาว มีแถบดำที่เรียกว่าสร้อยคอ ขนใต้หางจะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม ระยะนี้ต้องให้อาหารนกกินให้สมบูรณ์
การเลี้ยงนกหนุ่ม เมื่อนกกรงหัวจุกผลัดขนจนเป็นนกหนุ่มที่สมบูรณ์แล้ว ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะแข็งแรงเจริญเติบโตและสมบูรณ์ดี ช่วงอายุนกหนุ่มขึ้นไปจะมีการผลัดขนปีละ 1 ครั้งขึ้นไป ขณะผลัดขนควรจะนำนกไปไว้ในกรงผลัดขน ซึ่งกรงจะใหญ่กว่ากรงเลี้ยงธรรมดา หรืออาจปล่อยไว้ในกรงพักนกใหญ่ก็ได้ ในช่วงผลัดขน นกจะไม่ร้องถ้าร้องก็ร้องเพียงเล็กน้อยจนกว่าจะผลัดขนหมดจึงจะเริ่มร้อง นกหนุ่มจะร้องเพลงได้เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่อ้วน เมื่อเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ มักจะให้อาหารแก่นกเป็นอย่างดี เพราะนกเมื่อได้มาใหม่จะผอม จึงเป็นสาเหตุให้นกอ้วนเกินไป ส่งผลให้นกขี้เกียจกระโดดออกกำลังกาย ขี้เกียจร้อง ดังนั้น จึงต้องลดความอ้วนของนกลง โดย
การให้อาหารให้น้อยลงโดยเฉพาะอาหารพวก กล้วยน้ำว้า อาหารเม็ด และหนอนนก เพราะอาหารพวกนี้จะมีโปรตีนแลไขมันสูง ควรงดการให้สักระยะหนึ่งจนกว่านกจะผอมลง ต้องให้อาหารจำพวก มะละกอสุก ลูกตำลึงสุก เพื่อให้นกถ่ายอุจจาระบ่อยๆ และให้นำนกไปตากแดดมากขึ้น
อาหาร นกกรงหัวจุกชอบกินผลไม้และพืชผักเป็นหลัก นอกจากนี้ยังชอบกินหนอน ตั๊กแตน และแมลงอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารโปรตีน เพื่อทำให้ร่างกายเจริญเติบโต หากเป็นอาหารเม็ด ควรใช้อาหารลูกไก่เพราะจะมีโภชนาการครบถ้วน

เครดิต

http://www.oknation.net/blog/Dorrormae/2009/08/20/entry-1