วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ปอมเมอเรเนียน



เชื่อกันว่า ปอมเมอเรเนียนได้รับการพัฒนาให้เป็นปอมเมอเรเนียนในปัจจุบันครั้งแรกที่เมืองปอมเมอเรเนีย ประเทศเยอรมัน ตั้งอยู่ในยุโดรเหนือแถบทะเลบอลติก ดินแดนกว้างใหญ่จากตะวันตกของเกาะรูเกนถึงแม่น้ำวิทูลา ที่แห่งนี้มีการเลี้ยงสุนัขอย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อให้เป็นสัตว์และเพื่อให้เป็นสุนัขอารักขา ปอมเมอเรเนียนมีต้นกำเนิดจากพันธุ์สปิทซ์ในสมัยโบราณ บางคนเชื่อว่าสุนัขปอมเมอเรเนียนพัฒนาจากสุนัขพันธุ์ซามอยด์ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่ตอนเหนือของประเทศรัสเซียแถบไซบีเรีย บางคนเชื่อว่าพัฒนามาจากสุนัขป่า ซึ่งอาศัยอยู่ตามถ้ำในประเทศเยอรมัน และถูกนำมาใช้เป็นสุนัขเลี้ยงแกะในทวีปยุโรปตอนกลางและตอนล่าง นำมาพัฒนาในยุโรปเพื่อช่วยในการเลี้ยงแกะ ซึ่งบรรพบุรุษของปอมฯ น่าจะมีน้ำหนักมากถึง 30 ปอนด์ บางคนเชื่อว่าสุนัขปอมฯ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีซ โดยอ้างหลักฐานจากภาพวาดสมัยโบราณหลายภาพที่มีอายุ 400 ปีก่อนคริสตกาล หรือเกือบประมาณ 2500 ปีมาแล้ว มีภาพของสุนัขขนาดเล็กที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนสุนัขปอมฯ ในปัจจุบัน คือ Stop ที่เด่นชัด ช่วงปากแหลม หูสั้น ลักษณะการเดินและการแสดงออกเหมือนกับที่พบได้ในปัจจุบันทุกประการ ยกเว้นแต่ตำแหน่งของหางที่อยู่ต่ำเกินไปเท่านั้น แสดงว่าสุนัขพันธุ์นี้มีขนาดเล็กมากตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ไม่ใช่เพิ่งพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมาตามที่มีคนในประเทศอังกฤษอ้างเสมอ ประมาณปี 1800 สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ทรงมีความชื่นชอบในสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนและส่งสุนัขของพระองค์ลงประกวด ทำให้เกิดความนิยมปอมเมอเรเนียนอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ และเพราะความที่พระองค์โปรดปรานสุนัขที่มีขนาดเล็ก ผู้เพาะพันธุ์หลายคนเริ่มที่จะคัดสุนัขที่มีขนาดเล็ก ปัจจุบันปอมฯ ที่เราเห็นอยู่มีขนาดที่เล็กลงจากปอมฯ ที่เป็นต้นตำรับ 4-5 ปอนด์



ความฉลาดและความสามารถของปอมฯ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เป็นพระเอกในคณะละครสัตว์อย่างต่อเนื่อง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเยอรมัน นิยมเลี้ยงกันเป็นฝูง บางแห่งทำเป็นสุนัขลากเลื่อนก็มี ปอมฯ เข้าสู่อังกฤษช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น มีการตั้งชมรมคือ English Pomeranian Club ในปี 1891 ภายหลังสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียทรงออกงานพร้อมสุนัขพันธุ์นี้บ่อยครั้ง ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ส่วนในประเทศอเมริกามีการปรากฎตัวครั้งแรกของปอมเมอเรเนียนที่งานกระกวดสุนัขแห่งหนึ่งประมาณปี 1892 ไม่กี่ปีหลังจากนั้นมีการสั่งนำเข้าอีกเกือบ 200 ตัว มาตรฐานของปอมฯ โดยทั่วไป รูปรางจะเหมือนสุนัขจิ้งจอก มีขนาดกลาง ตาเป็นวงรีสีดำ หูเล็กตั้งตรง ลำตัวสั้นขนาดกระทัดรัด หางเป็นพวงแผ่อยู่บนส่วนหลัง



มาตราฐานสายพันธุ์
ลักษณะทั่วไป : ปอมฯ เป็นสุนัขขนาดเล็ก ลำตัวสั้นกระทัดรัด น้ำหนักประมาณ 4-6 ปอนด์ มีการแสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด ร่าเริงและตื่นตัวอยู่เสมอ ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ ขี้ประจบ แต่เป็นสุนัขค่อนข้างตกใจง่าย เห่ามาก ยิ่งตัวเล็กยิ่งเห่าเก่ง
สัดส่วน : น้ำหนักของปอมฯ โดยเฉลี่ยแล้วจะหนักประมาณ 3-7 ปอนด์ (ประมาณ 1.25-3 กก.) แต่ขนาดที่ดีสำหรับการประกวดนั้นควรหนักประมาณ 4-6 ปอนด์ (1.7-2.5 กก.) ถ้าสุนัขหนักมากกว่าหรือน้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ถือว่าผิดมาตรฐาน รูปร่างของสุนัขมีความสำคัญกว่าขนาดของสุนัข ช่วงตั้งแต่หน้าอกจนถึงสะโพกจะสั้นกว่าหรือเท่ากับส่วนสูงตั้งแต่ช่วงไหล่จนถึงพื้น กระดูกมีขนาดปานกลาง
ศีรษะ : ขนาดของหัวต้องได้สัดส่วนกับลำตัว ช่วงปาก (MUZZLE) สั้นตรง หน้าดูคล้ายกับสุนัขจิ้งจอก (FOXY EXPRESSION) หัวกะโหลกปิด ช่วงบนของหัวกะโหลกจะกลมเล็กน้อยแต่ไม่โหนกนูน ถ้ามองจากด้านหน้าและด้านข้างแล้วจะต้องเห็นหูที่มีขนาดเล็กอยู่ในตำแหน่งที่สูง (HIGH EARSET) และตั้งตรง รูปร่างปากจะมีลักษณะคล้ายรูปลิ่ม(WEDGE SHAPE) เส้นที่ลากจากจมูกไปถึงจุดหัก (STOP) จะต้องอยู่ตรงกลางระหว่างตาทั้งสองข้างและหูทั้งสองข้าง ตามีสีดำสนิท สดใส ขนาดปานกลาง คล้ายเมล็ดอัลมอนด์ (ALMOND SHAPE) สีของจมูกและขอบตาต้องดำสนิท ยกเว้นปอมฯ สีน้ำตาล BEAVER และ BLUE ฟันต้องกัดสบกันพอดี (SCISSORSBITE)
นิสัยและอารมณ์ : สุนัขปอมฯ เป็นสุนัขที่เปิดเผย แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด
คอ เส้นหลังและลำตัว : คอค่อนข้างสั้น ตั้งอยู่บนไหล่ ทำให้ช่วงคอตั้งสูง แลดูสง่างาม ช่วงหลังสั้น มีระดับของเส้นหลัง หางมีตำแหน่งที่สูง (HIGH TAILSET) วางราบตรงอยู่บนหลัง
ลำตัวส่วนหน้า : ไหล่จะต้องมีการเอียงลาดลงเพียงพอ เพื่อให้สามารถชูคอและหัวได้สูงและสง่างาม ความยาวของช่วงไหล่และขาตอนบนต้องเท่ากัน ขาหน้าต้องตรงและขนานกัน ความยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อศอกต้องมีความยาวเท่ากับข้อศอกถึงพื้น ขาต้องตรงและแข็งแรง ไม่เอียงเข้าหรือเอียงออก
ลำตัวส่วนหลัง : ได้สัดส่วนกับลำตัวส่วนหน้า ตำแหน่งของหางจะต้องอยู่เหนือสะโพกค่อนมาทางด้านหน้าต้นขา ต้องมีกล้ามเนื้อแข็งแรงปานกลาง และมีส่วนหน้าของขาหลัง (STIFLES) มีมุม (ANGULATION) ที่โค้งงอพอสมควรรับกับส่วนน่อง (HOCK) ต้องตั้งฉากกับพื้น ถ้ามองจากด้านหลังขาทั้ง 2 ข้างต้องตรงและขนานกัน เท้ามีลักษณะโค้งมนกระชับ ไม่เอียง สุนัขต้องยืนอยู่ปลายเท้า (TOES) นิ้วติ่ง (DEWCLAWS) ถ้ามีควรตัดออก
การเคลื่อนไหว : การเดินหรือการเคลื่อนไหวต้องเป็นไปอย่างอิสระราบเรียบ นุ่มนวล แลดูแข็งแรง เวลาเดินขาหน้าต้องเหยียดตรงไม่งอพับขึ้น ข้อศอกไม่กางออก ส่วนขาหลังต้องไม่ถ่างออก ขาหลังจะเคลื่อนไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกันกับขาหน้าที่เคลื่อนที่ไป
ขน : สุนัขปอมฯ มีขน 2 ชั้น คือ ขนชั้นใน (UNDERCOAT) ต้องนุ่มและแน่น ขนชั้นนอก(OUTTERCOAT) ต้องยาวตรงเป็นประกายและหยาบ ขนชั้นในที่หนาแน่นจะช่วยพยุงขนชั้นนอกให้ฟูไม่ลู่ เหยียดตรง ขนจะต้องหนาแน่นตั้งแต่ช่วงคอ หน้าอก ช่วงไหล่ด้านหน้า ขนช่วงหัวและขาจะแน่นแต่สั้นกว่าขนช่วงลำตัว ขนหางยาว หยาบและเหยียดตรง การตัดแต่งเล็มขนให้ดูสวยงามและดูเรียบร้อยไม่ถือเป็นข้อผิด
สี : สีที่ได้รับการยอมรับและรับรอง ควรได้รับการพิจารณาการตัดสินอย่างเท่าเทียมกัน สีที่ได้รับการยอมรับได้แก่
1. สีใดๆ ก็ได้ที่ขึ้นเป็นสีเดียวกันทั้งตัว หรืออาจจะมีสีที่อ่อนหรือแก่กว่าแซมอยู่ด้วย (SELT-COLOR)
2. สีแซมกัน 2 สี (PARTI-COLOR) หมายถึงปอมฯ ที่มีสีขาวและมีสีอื่นแซมเป็นพื้นๆ กระจายเท่าๆ กันทั่วตัว และควรมีแถบสีขาวบนหัวด้วย
3. สีดำและน้ำตาล (BLACK AND TAN) หมายถึงปอมฯ มีสีดำที่มีสีน้ำตาลอยู่เหนือตาทั้ง 2 ข้างและปาก ลำคอ หน้าอก ใต้หาง ขาและเท้าทั้ง 4 ข้าง สีน้ำตาลนี้ยิ่งเข้มยิ่งดี
4. BRINDLE ได้แก่ปอมฯ ที่มีพื้น คือ สีทอง แดงหรือส้ม และมีสีดำแซมอยู่ทั่วทั้งตัว

จุดบกพร่อง :
1. กะโหลกกลม โหนกนูน ฟันล่างยื่น (UNDERSHOT MOUTH) หรือฟันบนยื่นจนเกินไป (OVERSHOT MOUTH)
2. ข้อเท้าราบกับพื้นมากเกินไป
3. ขาหลังที่หัวเข่าชิดกัน ปลายเท้าชี้ออก (COWHOCKS) หรือขาหลังที่บกพร่อง
4. ขนที่นิ่ม เหยียดตรงและแยกออกจนเห็นผิวหนังข้างใน (OPEN COAT)

เครดิต

http://women.sanook.com/pets/breed/dogs_44563.php

มาทำควา่มรู้จักกับนิสัยเจ้าไซ(Siberian Husky) ก่อนเลี้ยงเค้ากันดีกว่า




ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ไหน ก็ย่อมจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคนรักสุนัขจะต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะเลือกเลี้ยงสุนัข และใครที่กำลังจะตัดสินใจเลี้ยงน้องหมา ไซบีเรียน ฮัสกี้ เรามีข้อมูลมาให้คุณพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ เพื่อคุณจะได้รู้ถึงพฤติกรรม และอุปนิสัยของเขาก่อน ว่าคุณพร้อมที่จะดูแลพวกเขาแล้วหรือยัง



ผลัดขนจนเวียนหัว

หากคุณคิดจะเลี้ยง สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ ขอให้เตรียมพร้อมกับการที่บ้านของคุณจะเต็มไปด้วยขน สุนัข ทั้งบริเวณพื้น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และทุกหนทุกแห่ง ด้วยเหตุนี้ หากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ขนสุนัข หรืออยากให้บ้านของคุณดูสะอาดอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงยังไม่ใช่ สุนัข ที่เหมาะกับคุณ แต่หากคุณต้องการจะเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือการฝึกให้พวกเขา สนุกกับการแปรงขนตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และเตรียมเครื่องดูดฝั่นไว้ให้พร้อมรับการผลัดขน ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย





เป็นสุนัขครอบครัว ไม่ใช่สุนัขอารักขา

ด้วยอุปนิสัยที่เป็นมิตรและเข้ากับคนได้ง่าย ทำให้ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ มักจะมีความสุขที่ได้นั่งและเฝ้ามองใครก็ตามที่เข้ามาและออกไปจากบ้าน ซึ่งจะเป็นเรื่องดีสำหรับบรรดาหัวขโมย เนื่องจาก สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเพียงแค่ “มองดู” พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน แลบลิ้นเลียอย่างเป็นมิตร และส่งหัวขโมยออกจากบ้านพร้อมกับทรัพย์สินต่างๆ ของคุณ ทั้งนี้ Siberian Husky Club of Great Britain ได้ออกมายืนยันว่า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็น สุนัข ที่ไม่มีสัญชาตญาณในการระวังภัย และจะต้อนรับเหล่าผู้บุกรุกด้วยไมตรีเช่นเดียวกับที่ให้แขกคนอื่นๆ ของครอบครัว


หอนมากกว่าเห่า

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็น สุนัขช่างเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาต้องการให้เล่นด้วย พวกเขาเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่า แต่จะชอบหอนแบบสุนัขป่า ซึ่งมีเสียงค่อนข้างดังกังวาน และมีน้ำเสียงที่แตกต่างไปตามความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจาของพูดคุยกับสุนัขบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ “คลังคำศัพท์” ซึงหมายถึงระดับเสียง ความสั้น-ยาว ในการหอนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น


ซ่าอยู่ในสายเลือด

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียว มีพลังอย่างเหลือล้น เขาจะใช้เวลนอนกลางวันประมาณ 3-4 ชั่วโมง และนอนในเวลากลางคืน ประมาณ 10 ชั่วโมง นอกจากนั้น คือเวลาสำหรับเล่นสนุก ซึ่งเจ้าของควรมีกิจกรรมให้เขาทำอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นการวิ่งไล่จับ กระโดดคาบของ ฟัดของเล่น หรือหากเจ้าของกลัวจะเหนื่อยก็อาจใช้จักรยานเป็นตัวช่วยเสริม การทำกิจกรรมจะช่วยลดพลังงานของเจ้า ไซบีเรียน ฮัสกี้ คลายความเบื่อหน่าย ทั้งยังเป็นการกันข้าวของในบ้านของคุณไม่ให้กลายเป็นของขบเคี้ยวแก้เซ็ง เพราะหาก ไซบีเรียน ฮัสกี้ เกิดรู้สึกเบื่อ เขาจะขุดสวนหลังบ้านของคุณจนเต็มไปด้วยหลุม ที่แย่กว่านั้น เข่าอาจจะหนีออกจาบ้านไปเที่ยวเล่นตามลำพังก็ได้


รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไม่ใช่สุนัขที่จะอยู่ในโอวาทของเจ้าของตลอดเวลา เขาเป็นสุนัขที่รักอิสระ มีความคิดเป็นของตัวเอง การอยู่ร่วมกับ ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงไม่ใช่การควบคุมแบบที่เจ้านายปฏิบัติต่อลูกน้อง แต่ต้องอาศัยความผูกพันและมิตรภาพระหว่างเพื่อน ถึงแม้ว่าไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเป็นสุนัขที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการฝึกค่อนข้างมาก แต่การฝึกโดยเสริมแรงจูงใจด้วยขนม ของว่าง คำชม หรือการให้เวลาร่วมทำกิจกรรม ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากเจ้าของใช้ความรุนแรงก็จะทำให้ สุนัข เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ และเกิดอาการต่อต้านเจ้าของได้ในที่สุด


บ้านแสนสุข

ผู้ที่เลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะต้องมีพื้นที่บริเวณบ้านที่กว้างพอสมควร มีรั้วที่แข็งแรง มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแอบหนีไปเที่ยวนอกบ้าน ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขรักสะอาด ไม่มีกลิ่นตัว จึงสามารถเลี้ยงในบ้านได้ ปัญหาที่พบจากการเลี้ยงในบ้านอาจมีเฉพาะช่วงผลัดขน แต่หากคุณต้องการเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไว้นอกบ้าน ทางที่ดีไม่ควรปลูกดอกไม้เล็กๆ ไว้ในสนามหญ้า เนื่องจากดอกไม้ของคุณอาจจะกลายเป็นของเล่นของเจ้า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เจ้าหมาจอมขุดก็เป็นได้


กิจกรรมนอกบ้าน

ด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ความกระฉับกระเฉง และความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงควรอยู่ในสายจูงเสมอเวลาที่คุณพาเขาออกไปนอกบ้าน และจะปล่อยให้เป็นอิสระได้เฉพาะเวลาที่อยู่ในบริเวณที่มีรั้วรอบขอบชิดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ


เครดิต

http://www.pukpuiclub.com/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%89/

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

โลมาอิระวดี



โลมาอิระวดี ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Orcaella brevirostris
วงศ์ : DELPHINIDAE
รายละเอียด
มีลักษณะคล้ายกับ ปลาวาฬDelphinapterus leucas มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปลาวาฬนักล่า Orcinus orca ลักษณะเด่นคือ หัวค่อนข้างกลม ไม่มีจะงอยปาก เช่น โลมาอีกหลายชนิด สีลำตัวแปรเปลี่ยนไปตั้งแต่สีน้ำเงิน เทาเข้มจนถึงน้ำเงินจาง โลมานี้จะรวมกลุ่มเช่นเดียวกับโลมาในมหาสมุทรแม้ว่าโลมาบางตัวสามารถอาศัยได้ในแม่น้ำที่จืดสนิทก็ตาม มักพบโลมาอาศัยอยู่บริเวณน้ำตื้นชายฝั่งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค รอบหมู่เกาะประเทศอินโดนีเซีย ตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย และทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำได้แก่ บางปะกงทะเลสาบสงขลา เจ้าพระยา เป็นต้น
ลักษณะทั่วไปของโลมาอิระวดี คือ มีครีบหลังรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็กปลายมน พบในตำแหน่งที่ห่างจากจุดกึ่งกลางลำตัวค่อนไปทางหางนัก มีสีเทาดำ ถึงสีเทาสว่าง ลำตัวมีความยาวประมาณ 275 เซนติเมตร แต่เฉลี่ยแล้วมีความยาว 210 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 115 – 130 กิโลกรัม เป็นโลมาขนาดเล็ก ว่ายน้ำโดยปกติค่อนข้างช้า และอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพิจารณาลักษณะภายนอก โลมาอิระวดีมีรูปร่าง ลักษณะคล้ายคลึงกับวาฬเบลูก้า (Beluga whale) หรือที่เรียกทั่วไปว่าวาฬมีฟัน (Toothed whale) และยังมีรูปทรงคล้ายคลึงกับโลมาหัวบาตร หรือโลมาไม่มีครับหลัง(Finless porpoise) ซึ่งมีหัวลมมนคล้ายกัน ทำให้บางครั้งมีความสับสนขึ้น แต่ที่จำง่าย ๆ ก็คือ โลมาอิระวดีมีครีบบนหลังหนึ่งอัน และมีฟันแหลมอยู่บนขากรรไกรบน จำนวนเต็มที่ 40 ซี่และจำนวน 36 ซี่ อยู่บนขากรรไกรล่าง




อุปนิสัยของโลมาอิระวดีมักอยู่รวมเป็นฝูงเล็ก แต่ละฝูงมีจำนวน 6 ตัว หรือน้อยกว่า ไม่ชอบปรากฏตัวให้เห็นตามผิวน้ำทะเล แต่ชอบโผล่หัวขึ้นมา ที่ระดับผิวน้ำ ค่อนข้างขี้อายและหลบซ่อนตัว ความยาวของโลมาเต็มวัย อยู่ระหว่าง 90 -150 กิโลกรัมและให้ลูกเกิดใหม่มีความยาวประมาณ 1 เมตร ที่มีน้ำหนักประมาณ 12 กิโลกรัมหรือมากกว่า อาหารอันโอชะของโลมาเหล่านี้คือปลากุ้งและปลาหมึก บางครั้งช่วยเหลือชาวประมง โลมามีตา หู จมูก และลิ้นเหมือนคนเรา มันจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในที่โล่ง และน้ำตื้น แต่เนื่องจากโลมาไม่มีตาอยู่ด้านหน้าจึงไม่สามารถกะระยะทางได้ดีนัก เมื่ออยู่ใต้น้ำ จมูกของโลมาจะปิด ดังนั้นมันจะไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แต่ลิ้นสามารถรับรสจากสารเคมีในน้ำได้ดี การรับเสียงด้วยคลื่นสะท้อนแบบเรดาร์ของโลมา ใช้ล่าเหยื่อ และรู้วัตถุหรือลักษณะภูมิประเทศใต้น้ำได้เป็นอย่างดีทั้งยังส่งเสียงสื่อสารกับโลมาตัวอื่นได้ด้วย
โลมาอิรวดีได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ ๑๓๘ (สัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าที่เกิดในธรรมชาติและมีรายชื่ออยู่ในประกาศคณะรัฐมนตรีให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต) สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์โลมาอิรวดีซึ่งเป็นสัตว์หายาก พร้อมทั้งทรงรับไว้เป็นสัตว์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ส่วนสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ก็จัดให้โลมาอิรวดีอยู่ในบัญชีตัวแดง (Red List) โดยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต (Critically Endangered) โลมาอิรวดีถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ ๑๓๘


เครดิต

http://www.chachoengsao.most.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=98&Itemid=1

วิธีการเลี้ยงหนูแฮมเตอร์

วิธีการเลี้ยงหนูแฮมเตอร์




อาหารหลักที่ควรให้แฮมสเตอร์ คือ ธัญพืชโดยจะโปรยอาหารลงบนพื้นก็ได้เพราะแฮมสเตอร์ไม่มีนิสัยชอบก้มกิน มันจะชอบหยิบอหารออกมากินนอกภาชนะมากกว่า โดยใช้เท้าหน้าจับอาหารกิน แต่การใช้ภาชนะมีข้อดี คือจะทำให้เราได้รู้ว่ามันเอาอาหารออกไปกิน มากน้อยแค่ไหน ถ้ามันป่วยเราก็รู้ได้ นอกจากนี้ การใส่ภาชนะยังทำให้อาหารและขี้เลื่อยไม่ปะปนกันทำให้การเปลื่ยนขี้เลื่อยทำได้ง่ายโ
ยไม่ต้องทิ้งอาหารที่ปนกับขี้เลื่อย
สิ่งที่ควรทราบในการให้อาหารแฮมสเตอร์



1. อย่าให้ผักสด หรือผลไม้สดบ่อยๆหรือมากเกินไป การให้ผักสดควรให้แค่สัปดาห์ละครั้งเพราะอาจจะทำให้แฮมสเตอร์ท้องอืด หรือท้องเสียได้และหากมันกินไม่หมดควรจะเก็บทิ้งทันที

2. พยายามอย่าเปลื่ยนอาหารแบบทันทีทันใด ควรจะค่อยๆ เปลื่ยนอาหารโดยเอาอาหารเก่า ผสมกับอาหารใหม่ และเพิ่มอัตราส่วนอาหารใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนแทนที่อาหารเก่าในที่สุด อย่าเปลื่ยนแบบฉับพลัน

3. อาหารที่ควรหลีกเลื่ยงช็อคโกแลต โดยเฉพาะ Dark Chocolate เพราะมีสาร Theobromine ซึ่งเป็นพิษต่อแฮมสเตอร์ได้

4. หลีกเลื่ยงผักผลไม้ ที่มีรสเปรี้ยวๆ เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด เป็นต้น

5. เราอาจจะเสริมโปรตีนให้กับแฮมสเตอร์ได้ โดยการให้อาหารเม็ดของแมวหรืออาหารสุนัขที่เป็น บิสกิต ใส่ลงไปได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งช่วยเสริมโปรตีนและยังช่วยลับฟันแฮมสเตอร์ไม่ให้ยาวเกินไปอีกด้วย

6. อาหารที่ไม่ปลอดภัยสำหรับแฮมสเตอร์ ได้แก่ หัวหอม มันฝรั่งดิบ กระเทียม น้ำอัดลม ลูกกวาด เป็นต้น

7. หลีกเลี่ยงอาหารที่แหลมคม หรือ เหนียวหนืด

8. ขนมหรืออาหารหวานๆเพราะแฮมสเตอร์แคระมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้

9. หลีกเลี่ยง อาหารเม็ดของกระต่าย เพราะบางชนิดใส่สารอาหารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโตในกระต่าย แต่เป็นอันตรายต่อแฮมสเตอร์

10. หลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเพรา


เครดิต
http://www.oknation.net/blog/HAMTER2009/2009/06/25/entry-2

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

เม่นแคระ




เม่นแคระ หรือเม่นจิ๋ว ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม อยู่ในเขตร้อน ใกล้เส้นศูนย์สูตร เป็นสัตว์ที่หากิน ในเวลากลางคืน ชอบเดินหากินไส้เดือน หนอน มดและแมลงต่าง ๆ ส่วนในตอนกลางวัน มักหลบนอน ตามโพรงไม้ หรืออุโมงค์ดิน ที่ขุดขึ้นมาเอง มีนิสัยรักสงบ รักสันโดษ เวลาตกใจ มักม้วนตัวเป็นก้อนกลม คล้ายลูกบอลหนาม หนามของเม่นแคระ ไม่ได้แหลมคมมาก ที่สำคัญ เม่นแคระ หรือเม่นชนิดไหน ในโลกนี้ ไม่สามารถสลัดขนที่หลังได้




ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ เพื่อการเป็นสัตว์เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เม่นแคระที่เกิดในกรงเลี้ยง นิสัยบางอย่างของสัตว์ป่าก็จะขาดหายไป เช่น เม่นแคระบางตัวก็กินอาหารในเวลากลางวัน ชอบวิ่งวงล้อคล้ายกับหนูแฮมสเตอร์ ชอบอาบน้ำอุ่น ชอบให้คนจับอุ้มเล่น เวลาตกใจไม่ทำตัวกลม เป็นลูกบอลหนาม แต่ทว่ากลับวิ่งหนีแทน



การเตรียมสถานที่เลี้ยง
ปัจจุบันมักนิยมเลี้ยงกันในตู้ปลาขนาดใหญ่ ดังนั้นพื้นตู้ต้องใช้สิ่งปูรองที่แห้ง สะอาดและดูดซับของเสียได้ดี อย่างน้อยควรจะปูไว้หนา ไม่ต่ำกว่าสิบเซนติเมตร ไม่ควรเลี้ยงอยู่ในกรงที่ทำมาจากซี่ลวด เพราะพบบ่อยครั้งที่ขาตกร่อง หรือขาเข้าไปติดซี่กรง จนขาหักได้ ถ้าท่าน เลี้ยงเม่นแคระ ในที่มีอากาศหนาวเย็น อาทิ ภาคเหนือของประเทศไทย ในหน้าหนาวก็ควรมีการเปิดไฟส่องให้ความอบอุ่นแก่เขาบ้าง






การเลี้ยงดู
ปรกติเราจะเลี้ยงเจ้าเม่นแคระ ไว้ในบ้านตลอดเวลา แต่ในวันที่อากาศร้อนไม่มาก ตอนเช้าหรือตอนเย็น ๆ ควรนำเขาออกมาตากแดด รับวิตามินจากแสงแดด และสูดอากาศ สดชื่นภายนอก เพื่อเขาจะได้ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายบ้างถ้าเป็นสนามหญ้า จะดีมาก ดูเป็นธรรมชาติดี เขาและเจ้าของ จะได้มีความสุข ร่วมกันมากยิ่งขึ้น แต่การปล่อยนั้น ต้องมีเจ้าของ อยู่ด้วยตลอดเวลา เพราะพบบ่อยครั้ง ว่ามีสุนัข หรือแมว มักเข้ามาทำร้าย





การจัดเตรียมอาหาร
นิยมให้อาหารเม็ดสำหรับแมว เพราะหาซื้อได้สะดวกและราคาไม่แพง แต่ความจริงแล้ว เม่นแคระ ต้องการอาหารที่มีโปรตีนมาก และไขมันต่ำ ซึ่งอาหารแมวมีไขมันมากเกินไป ทำให้อ้วนและมีอายุสั้นลง จึงต้องใช้ในปริมาณจำกัด และเสริมอาหารชนิดอื่นๆ ทดแทน ควรมีหนอนนก และจิ้งหรีดรวมอยู่ใน รายการอาหารด้วย ประมาณสัปดาห์ละสามถึงห้าวัน อาหารเสริมที่แนะนำ ก็จะมีผัก และผลไม้รสหวาน แคลเซียมเม็ด สำหรับสุนัข แบ่งเป็นชิ้นเล็กให้แทะเล่น ไข่ต้มสุก เป็นต้น


วิธีการสังเกตดูเวลาเขาป่วย

ระบบทางเดินอาหาร เริ่มกันที่ภายในช่องปากก่อน บางร้านเกรงว่าเม่นแคระที่ขายจะกัดผู้ซื้อ จึงตัดฟันเขี้ยวทั้งสี่ซี่ (บนสองล่างสอง) ออกเสีย โดยเชื่อว่าฟันจะได้ทื่อ กัดแล้วไม่เจ็บ หาได้เป็นความจริงไม่ครับ กลับเป็นการ ทำให้เกิดฟันอักเสบ และฝีรากฟัน เม่นแคระจะไม่กินอาหาร ปากเหม็น และหน้าบวม

ระบบทางเดินอาหาร นั้นอาการผิดปรกติซึ่งพบบ่อยที่สุด คือท้องเสียและอาเจียน จากอาหารเป็นพิษ เพราะอาหารไม่สะอาด หรือกินอาหาร และขนมผิดประเภท เช่น น้ำชากาแฟ ช็อคโกเลต ทุเรียน ส้มตำ เป็นต้น สิ่งสำคัญคือ ต้องทราบด้วยว่า "โรคเริม" ในคนสามารถติดต่อไปยัง เม่นแคระได้ โดยการกินอาหาร ต่อจากเจ้าของที่กำลังเป็นโรคเริม ที่ริมฝีปาก ซึ่งอาจทำให้เม่นแคระเสียชีวิตได้

ระบบทางเดินหายใจ อาการ หายใจหอบ ไอ จาม ไม่กินอาหาร ไม่ยอมเคลื่อนไหว เหล่านี้มักเป็นอาหาร ที่พบบ่อยๆ มาจากโรคปอด และหลอดลมอักเสบ ในเม่นแคระ สาเหตุสำคัญมักมาจากการ เลี้ยงที่หนาแน่นเกินไป การไม่ได้ออกมาปล่อยเล่นเสียบ้าง ติดโรคจากเจ้าของ อยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา หรือการได้สูดสมสารระเหย ที่มีพิษและฤทธิ์ระคายเคือง เมื่อเจ้าของพบอาการดังกล่าว ควรนำมาพบสัตวแพทย์ ให้เร็วที่สุดนะครับ



ระบบทางเดินปัสสาวะ เม่นแคระที่กินแต่อาหารแมวอย่างเดียว ( แบบไม่อั้น ) มาเป็นระยะเวลานาน มีสิทธิที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และแถมเป็นนิ่วได้ด้วย

ระบบประสาท มักพบกันเม่นแคระเพศเมีย อายุมากกว่า3 ปีขึ้นไป แสดงอาการ ขาหลังอ่อนแรง ควบคุมอุจจาระและปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งเป็นระยะ ที่เกินความเหมาะสม ในการรักษาไปแล้ว สัตว์มักเสียชีวิตหลังแสดงอาการ ระยะสุดท้ายไม่นาน แต่ถ้ารักษาแต่เนินๆ โอกาสหายก็มีมากขึ้น

ระบบผิวหนังและหนาม ผิวหนังอักเสบ และขี้เรื้อนก็มีให้พบเห็นบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ถ้าเป็นโรคในระบบนี้ เม่นแคระจะคัน เกาบ่อย ๆ หนามร่วง และมีสะเก็ดรังแค มากกว่าปกติมาก ต้องพาไปหาคุณหมอสัตวแพทย์วินิจฉัย ก็จะรักษาได้โดยง่าย


เครดิต
http://brightlives.th.88db.com/pets/pets_hedgehog.htm

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงแมว




ที่อยู่อาศัยของแมว
ตอนกลางวันควรให้แมวอยู่อย่างอิสระ ในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ ตอนกลางคืนควรขังรวมกันไว้ในกรง
กรงแมวต้องมีขนาดใหญ่ (1x1x1 เมตร) และมี 2 ชั้น ดังรูป



หมายเลข 4 สำหรับให้แมวขับถ่าย และเป็นพื้นปูนลาดเอียง เพื่อให้ลาดน้ำล้างได้สะดวก
หมายเลข 3 สำหรับให้แมวนอนเวลากลางคืน ควรมีถังน้ำวางอยู่มุมใดมุมหนึ่งด้วย ไม่ควรให้แมวกินอาหารในกรง
หมายเลข 2 เป็นตาข่ายธรรมดากันแมวออกจากกรง
หมายเลข 1 ควรเป็นเพดานที่กันฝนได้ทั้งกรง และสามารถเปิดออกได้ เพื่อให้แสงสว่างช่วยฆ่าเชื้อโรคในกรงเวลากลางวัน
ผมเคยเลี้ยงแมวตาย 7 ตัว มันค่อยๆตายทีละตัว ทีแรกคิดว่ามันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เลยขังมันไว้ในกรง (ไม่ใช่แบบในตัวอย่าง เป็นกรงที่แมวทั้งขี้และกินในที่เดียวกัน) เห็นมันดิ้นไปดิ้นมาแล้วก็ตาย ผมพยายามหาทางแก้ จนกระทั่งแมวตายผ่านไปแล้ว 7 ตัว ผมถึงสังเกตุเห็นว่า แมวที่นอนนอกกรงเวลากลางคืนยังแข็งแรงดี ส่วนแมวที่นอนในกรงจะค่อยๆป่วยทีละตัว ดังนั้นผมจึงรื้อกรงนั้นทิ้ง และย้ายให้แมวไปนอนที่อื่น แมวที่เหลือจึงรอดตาย สาเหตุคงเป็นเพราะ ขี้และเยี่ยวที่หมักหมมในกรงเป็นเวลานาน ส่งกลิ่นบางอย่าง ทำให้แมวป่วยอย่างร้ายแรง
การเลี้ยงแมวในบ้าน แมวชอบขี้และเยี่ยวในที่ๆมีกลิ่นเหม็นหรือเป็นจุดอับ หากต้องการให้แมวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง ควรเตรียมกระบะทรายหรือขี้เถ้าไว้ในบ้านด้วย สำหรับแมวตัวผู้ที่โตแล้ว จะเยี่ยวไม่เลือกที่




โรคของแมว

แมวผม 2 ตัวชอบกินเศษอาหาร ขนาดขึ้นราแล้วก็กิน หลังจากนั้นกระเพาะมันก็ติดเชื้อตายไปหนึ่งตัว ตัวที่ 2 เพิ่งจะเริ่มเป็นโรคทีหลังเพราะไม่ตะกละเหมือนตัวแรก ผมรีบพามันไปหาหมอ หมอฉีดยา 3 เข็ม เก็บเงิน 200 บาท แล้วให้พามันมาอีกหลังจากนั้น 3 วัน และฉีดยาอีกครั้ง พร้อมทั้งรับยากินมาให้มันกินอีก 2 สัปดาห์มันจึงหายเป็นปรกติ หมอบอกว่าถ้าพามาเร็วก็มีโอกาสหาย แต่ถ้าปล่อยให้เป็นหนักแล้วพามา จะรอดยาก ดังนั้น หากแมวป่วยควรรีบพาไปหาหมอตั้งแต่วันแรกเลย
โรคหวัดที่เกิดในแมว หากเป็นแมวเด็กหรือแมวผู้ใหญ่ที่อ่อนแอจะมีโอกาสตายสูง หากเราปล่อยให้มันหายเองไม่พาไปหาหมอ ส่วนใหญ่อาการจะหนักขึ้นและตายในที่สุด ไม่มีคำว่าหายเองตามธรรมชาติ (จากวันที่สังเกตุเห็นว่ามันเป็นหวัด จนถึงวันที่มันตายเพียง 3 วันเท่านั้น) แต่ถ้าเป็นแมวอ้วนกินเก่งถึงเป็นหวัดก็ยังกินเก่งเราให้มันกินหญ้ามันก็หายเองได้
สรุปว่า หากพบว่าแมวเป็นหวัด ไม่กินอาหาร ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์ อย่าปล่อยไว้นาน เพราะโรคหวัดแมว ตายเร็ว
หากแมวที่เป็นหวัดมีขี้ตามากหรือมีหนองจากตาจนลืมตาไม่ได้ ควรหมั่นเช็ดหนองออกจากตาและจมูก และควรพาไปหาสัตวแพทย์
อาหารสำหรับแมวท้องเสีย คือ ตับไก่ปิ้ง (อันนี้ ไม่แน่ใจ)
ควรให้แมวกินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าแมวอดอาหาร มันจะไม่แข็งแรง และเป็นโรคได้ง่าย
อย่าให้แมวกินข้าวบูด ควรให้แมวกินข้าวที่คนกินได้ ผมมีประสบการณ์จะเล่าให้ฟัง
แมวเด็กตัวเล็ก ผมเผลอให้มันกินข้าวบูด หลังจากนั้น มันก็นอนซม ไม่กินข้าว มีน้ำเยิ้มออกจากก้น 2 วัน มันก็ตาย (เป็นอาหารเป็นพิษ ถ้าพาไปหาหมอตั้งแต่วันแรก หมอจะรักษาได้)
เย็นวันหนึ่ง ผมนั่งกินขนมเจ เป็นแป้งทอด ผมก็เลยแบ่งให้แมวกินด้วย 1 ชิ้น วันรุ่งขึ้น มันก็นอนซม มีน้ำเยิ้มที่ก้นเหมือนกัน ผมจึงรีบพาไปหาหมอ หมอบอกว่าอาหารเป็นพิษ รักษาอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แมวตัวนั้นก็หายเป็นปรกติ
ปรกติแมวตัวหลังนี้จะชอบจับหนูแล้วกินหนูด้วย แต่ไม่เคยอาหารเป็นพิษ แต่พอผมเอาขนมแป้งทอดให้กิน มันกลับเป็นอาหารเป็นพิษ ทั้งๆที่ผมก็กินกับมัน
ฯลฯ

การรบกวนจากแมว
แมวบางตัวอาจทำให้เพื่อนบ้านรำคาญได้ ตอนกลางคืนควรขังในกรง
อย่าให้แมวสกปรกอยู่ในบ้าน เพราะหากท่านนอนหลับ เวลาตื่นขึ้นมาอาจพบว่า แมวนอนอยู่บนหน้าของท่าน หรือกำลังเลียหน้าของท่าน ทำให้ท่านเป็นโรคได้
หลังจากจับแมว ไม่ควรจับภาชนะบรรจุอาหารหรือน้ำ หรือสิ่งที่ต้องจับบ่อยๆ เช่น รีโมท และควรล้างมือก่อนกินข้าว เพื่อป้องกันอาหารเป็นพิษ

นิสัยแมว
แมวเป็นสัตว์ที่มีความต้องการ อย่างบ้านผมจะมีรูเล็กๆบนชั้น 2 และแมวจะชอบมุดรูนั้นเข้ามาในบ้าน รูนั้นมุดยากมาก เพราะต้องปีนขึ้นหลังคา แล้วโหนมาตามคาน แล้วจึงมุดรูเข้ามา โดยแมวจะต้องรีดตัวเองเพื่อมุดรูเข้ามา ปัจจุบันแมวตัวนั้นตายแล้ว เพราะเส้นเอนเสีย เนื่องจากมุดเข้ามาบ่อย
เราคิดไปเองว่า ถ้ามันเจ็บเดี๋ยวมันก็เลิกมุดเอง แต่เนื่องจากมันอยากเข้าบ้าน มันก็จะมุดเข้ามาเรื่อย จนกระทั่งมันเส้นเสีย และตายเพราะขยับตัวไม่ได้ จึงทำให้เราคิดว่า แมวมันไม่รู้จักคาดการณ์ว่าอะไรเป็นอันตรายสำหรับมัน เราซึ่งเป็นคนเลี้ยงจะต้องคอยดูแลว่ามันทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวมันเองหรือเปล่า และพยายามอย่าให้มันทำอย่างนั้น
ในกรณีนี้ ผมควรอุดรูนั้น เพื่อให้มันไม่มุดเข้ามาอีก

การป้อนยาแมว
ยาเม็ด
วิธีที่ 1 - แบ่งเป็น 4 ส่วนเล็กๆ แล้วยัดไว้ในตับไก่ย่าง แล้วปล่อยให้แมวกินตับไก่เอง
วิธีที่ 2 - ต้มน้ำเดือดละลายน้ำตาลให้เป็นน้ำข้นๆ ประมาณ 1 ช้อน แล้วบดยาเม็ดละลายลงไปในช้อน คนให้เข้ากัน แล้วเอานิ้วจิ้ม ไปป้ายปากแมว แมวจะเลียเองโดยธรรมชาติ
ยาแค็ปซูล - แกะแค็ปซูลออกแล้วทำตามวิธีที่ 2
ยาผง - ทำตามวิธีที่ 2
ยาน้ำ - ถ้าใช้หลอดฉีดยาฉีดเข้าปากมันไม่ได้ ก็ค่อยๆเอานิ้วจิ้มยาไปป้ายปากมัน

การพาแมวไปหาหมอ
เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลำบากแล้ว เพราะสามารถหาซื้อตระกร้าใบใหญ่ๆที่มีฝาปิดล๊อคได้แล้ว โดยตะกร้านี้มีรูตลอดทุกด้าน ทำให้แมวมีอากาศหายใจ หาซื้อได้ตามห้างใกล้บ้าน


เครดิต


http://www.palthai.com/member/cat.htm

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ข่าวสารไอที

เปิดตัว Wellcom A800 แท็บเล็ทแอนดรอยด์ในไทย
Wellcom A800 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ท ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 จอสัมผัส กว้าง 7 นิ้ว




พร้อมภาพพื้นหลัง Live Wallpaper รองรับเครือข่าย 3G การเชื่อมต่อ Wi-Fi และมีคุณสมบัติด้านการโทร ถูกนำไปเปิดตัวในงาน VCW 2010 ที่ประเทศเวียดนาม และ ในวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม เวลา 14.00 น. สาวกแอนดรอยด์ชาวไทยสามารถยลโฉมตัว จริงของ Wellcom A800 ได้ที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ชั้น 1 โซน Cascata ในงาน FUTURE PARK DIGITAL EXPO 2010


Netbook มาแรง Pixel Qi มาแล้วคับ
ด้วยบริษัท Pixel Qi ได้ผลิตอุปกรณ์คิทที่มีหน้าจอประหยัดพลังงานแบบ DIY ขนาด 10.1 นิ้ว



เพื่อนักดัดแปลงคอมพิวเตอร์ที่จะได้นำไปคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ออกมา ซึ่งได้มีการวางจำหน่ายชุดคิทแบบ 3Qi ในราคาเพียง $275 (ประมาณ 9,000 บาท)

โดยหลังจากวางจำหน่ายได้ไม่เกินอาทิตย์ก็ทำให้ชุดคิท 3Qi ขาดตลาดไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงได้ทำเว็บ Makershed ให้ บริการเพื่อให้มีการสั่งจองล่วงหน้าและรวมถึงส่งสินค้าให้ลูกค้าอีกด้วย

เพื่อนๆ หลายคนคงจะสงสัยแล้วชุดคิทหน้าจอแบบ 3Qi นี้มันเป็นอย่าง ไร จริงๆ แล้วเป็นหน้าจอแบบธรรมดาที่มีความสามารถในการใช้งานใน เน็ตบุ๊ครุ่น Samsung N130

โดยหน้าจอชุดคิทจะมีความสามารถพิเศษ คือมีปุ่มเปิด-ปิดแสง backlight ที่ช่วยให้การแสดงผลชัดเจนมากขึ้น และยังมีโหมดในการประหยัดพลังงานถึง 80% อีกด้วย



Toshiba ส่ง Notebook 3D ลุยตลาดในไทยแล้ว

โตชิบาได้เปิดตัวโน๊ต บุ๊ค 3 มิติ โดยใช้ชื่อว่า Dynabook ซึ่งเป็นรุ่นแรกของโตชิบา ซึ่งมีสเปคที่น่าสนใจ เช่น หน้าจอแสดงผล 15.6 นิ้วใช้เทคโนโลยี clearSuperView LED ซึ่งรองรับการแสดงผลภาพแบบ 3 มิติ ความละเอียดสูงสุด 1,366×768 พิกเซส พร้อมหน่วยประมวลผล Intel Core i7 740QM (1.73GHz) พร้อม ไดร์ฟ Blu-ray burner




และกราฟิกระดับเทพด้วย Nvidia GeFoce GTS 350M และพื้นที่เก็บข้อมูลสูงสุดถึง 640 GB พอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HDMI USB 4 Port



เครดิต

http://www.teenee-it.com/