วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

F-22 สุดยอด (หรือเปล่า) เครื่องบินรบของอเมริกา


F-22 ฝูงบินพร้อมรบฝูงแรกที่ฝูงบินขับไล่ที่ 27 Langley Air Force Base, Virginia


หลังจากพูดเรื่องอาวุธไทย ๆ ใกล้ตัวมามากแล้ว ผมลองเปลี่ยนแกนมาพูดเรื่องอาวุธต่างประเทศบ้างดีกว่าครับ และผมว่า F-22 นี่แหละเหมาะที่สุด เพราะมันเพิ่งเข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

F-22 ถือได้ว่าเป็นเครื่องบินแบบใหม่ล่าสุดของกองทัพอากาศสหรัฐที่นับได้ว่ามีประวัติการพัฒนายาวนานมาก โดยเครื่องต้นแบบ YF-22 ของ Lockheed Martin ซึ่งชนะเครื่องต้นแบบ YF-23 ของ Northrop Gramman นั้นขึ้นบินเครั้งแรงในปี 1980 จนถึงวันนี้ก็ 26 ปีพอดีจึงจะสามารถจัดตั้งฝูงบินพร้อมรบได้ (หมายความว่า F-22 พร้อมเข้าสู่สงคราม)



สหรัฐนั้นเริ่มโครงการ F-22 ด้วยความกังวลเกี่ยวกับเวหานุภาพของโซเวียตที่นักวิเคราะห์คาดการกันว่าถ้าเครื่องบินทั้งหมดของโซเวียตเข้าโจมตีสหรัฐแล้ว เครื่องบินทั้งหมดของสหรัฐจะต้องถูกทำลายภายในเวลาแค่ 17 วัน หนทางเดียวที่สหรัฐคิดออกในขณะนั้นคือสร้างเครื่องบินที่บินได้เร็ว สูง และที่สำคัญ "ตรวจจับได้ยาก" (สังเกตุว่าผมไม่ใช้คำว่าตรวจจับไม่ได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีเครื่องไหนสามารถทำได้) โครงการนี้ยังถูกเร่งให้เร็วขึ้นอีกด้วยเหตุการณ์การฝึกที่ Cope India 2004 ที่ F-15 ของอเมริกาถูก Su-30MK3 ของอินเดีย "ยิงร่วง" ยกหมู่ จึงทำให้เหล่านายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมมีความหวั่นใจเป็นอย่างมาก จึงทำให้เจ้า F-22 ลืมตาดูโลกได้ในปีนี้

หลังจากหมดเงินไป 41พันล้านเหรียญและความต้องการขั้นต้นที่ประมาณ 800 เครื่อง กองทัพอากาศสหรัฐถูกตัดลดงบประมาณลงเรื่อยมาจนทำให้สามารถซื้อได้แค่ 183 เครื่องเท่านั้น (7 ฝูงบิน) เนื่องจากราคาต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นจากประมาณการมาก แถมการผลิตแต่น้อยจึงทำให้ F-22 มีราคาค่างวดที่แพงระยับที่ 180 ล้านเหรียญต่อเครื่อง ทางกองทัพอากาศเกรงว่าจะมีเครื่องบินไม่เพียงพอต่อภัยคุกคาม แต่กระทรวงกลาโหมก็อ้างเรื่องงบประมาณและลึก ๆ แล้วกระทรวงกลาโหมยังต้องการให้การผลิตและการซื้อ F-35 นั้นไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเทคโนโลยีบางส่วนของ F-35 ใหม่กว่าและมีประสิทะภาพสูงกว่า F-22 แต่มีราคาถูกกว่าแค่เครื่องละ 40 กว่าล้านเหรียญเท่านั้น



F-22 นั้นเคยถูกเรียกว่า F/A-22 เพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพในการโจมตีภาคพื้น แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนเป็น F-22 เหมือนเดิมด้วยเหตุผลที่จะได้ทำตามประเพณีเดิมที่เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศนั้นจะใช้ตัวอักษร F และทุกแบบก็มีความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีอักษร A แต่ประการใด
F-22 นั้นมีความสามารถในการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องเปิด Afterburn ซึ่งเรียกความสามารถนี้ว่า "Super Cruise" ทำให้ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไปได้มากทีเดียว โดย F-22 มีรัศมีปฏิบัติการที่ 1000 กิโลเมตร มีเรด้าห์ AN/APG-77 AESA (Active Electronic Scan Array) ที่ทันสมัย มีระบบ Datalink โดยมีลักษณะการทำงานแบบเดียวกับระบบ Datalink ที่ติดตั้งอยู่ใน JAS-39 Gripen (สนใจลักษณะการทำงานกรุณาคลิ้กไปดูบทความเรื่องJAS-39 ครับ) F-22 สามารถบินได้ที่ความสูงที่สูงถึง 66,000 ฟุต เรียกได้ว่าสูงกว่าเครื่องบินแบบอื่น ๆ ประมาณ 10,000 ฟุตเลยทีเดี


เครดิต

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&month=04-2006&date=15&group=1&gblog=32

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

นักวิจัยเผยนั่งทำงานติดหน้าต่างเสี่ยงแก่ลง 10 ปี






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หนุ่มสาววัยทำงานที่นั่งทำงานติดกับหน้าต่าง อาจจะรู้สึกดีที่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อพักสายตาจากการทำงานที่ต้องจับจ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือที่มากไปกว่านั้น การมองออกไปนอกหน้าต่าง อาจทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แม้ว่าการนั่งทำงานติดกับหน้าต่างจะทำให้คุณรู้สึกสบายตามากแค่ไหน แต่คุณจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า มากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นและแน่นอน การนั่งทำงานติดกับหน้าต่างไปนาน ๆ จะทำให้คุณดูแก่กว่าเพื่อนร่วมงานถึง 10 ปีโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียวล่ะ

จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอซองซง ประเทศฝรั่งเศส พบว่า แสงแดดมีผลกระทบโดยตรงที่จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพและเกิดริ้วรอย โดยเฉพาะรังสียูวีเอ ที่ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยหมวกหรือแว่นกันแดดนั้น ยิ่งเป็นอันตรายต่อผิวอย่างมาก ซึ่งหากคุณนั่งทำงานติดกับหน้าต่าง รังสียูวีเอจะส่องผ่านเข้ามาและค่อย ๆ ทำลายผิวหนังของคุณ และมันก็ทำให้ผิวเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย มากกว่าพนักงานที่นั่งในตำแหน่งอื่นถึง 300 เปอร์เซ็นต์


นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่หนุ่มสาวที่นั่งทำงานติดหน้าต่างเท่านั้น แต่ผู้ที่ต้องนั่งอยู่ในรถเป็นเวลานานขณะเดินทางมาทำงานก็เช่นกัน เพราะผิวจะสัมผัสกับยูวีเอได้ง่ายและสะสมในแต่ละวัน เผลอ ๆ ยังได้รับยูวีเอในปริมาณมากกว่าผู้ที่นั่งทำงานติดหน้าต่างเสียอีก

ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังกล่าวสรุปว่า อายุของผิวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณรังสียูวีเอที่ได้รับสะสมในแต่ละวัน ยิ่งเราสัมผัสกับแสงแดดแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้แก่ลงเร็วมากเท่านั้น โดยเฉพาะในฤดูร้อน จะสังเกตได้ว่าผิวจะคล้ำเสียได้มากกว่าฤดูอื่น ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องและยืดอายุผิว ควรทาครีมกันแดดป้องกันไว้ตลอดวัน หรือหากเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานติดหน้าต่าง หรือการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ จะดีที่สุด



ที่มา http://health.kapook.com/view16712.html

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์


มาตราฐานสายพันธุ์

ลักษณะทั่วไป : โครงสร้างได้สัดส่วน และดูแข็งแกร่งทรงพลัง เป็นสุนัขที่มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ
เป็นสุนัขที่มีนิสัยค่อนข้างจะเป็นมิตรกับทุกๆ คน ดังนั้นจึงสามารถพาไปไหนมาไหนโดยไม่สร้างปัญหา มีความเฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย เป็นสุนัขที่มีความปราดเปรียวและอดทน ลีลาในการย่างก้าวหรือไหวเป็นไปด้วยความนิ่มนวล




อุปนิสัย : มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ

ศีรษะ : กะโหลกใหญ่และกว้างโค้งได้รูปสวยงาม ไม่หยักเป็นร่องลึกหรือโหนกนูนจนมีลักษณะเป็นรูปโดม ช่วงรอยเชื่อมระหว่างจมูก ปาก และหน้าผาก มีความลาดเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับหัก หรือเชื่อมต่อเป็นเส้นตรงเดียวกัน ใบหน้าลึกและกว้างขนาดพอๆ กับศีรษะ, สันจมูก, ปาก เป็นเส้นตรงเวลามองจากด้านข้างปลายจมูก ปากค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นรับกับขนาดของกะโหลกศีรษะ ลักษณะรูปทรงคล้ายลิ่มแลดูแข็งแกร่ง หนังย่นบริเวณหน้าผากอนุโลมให้มีได้ แต่ลักษณะของใบหน้าที่สวยงาม หนังบริเวณใบหน้าควรจะเรียบตึง

ฟัน : ต้องขบกันได้แนบสนิทเหมือนกรรไกร โดยฟันด้านหน้าแถวบนขบเกยอยู่ด้านนอก ซึ่งลักษณะของฟันสำหรับสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีหน้าที่ในการเก็บหรือคาบเหยื่อ ดังนั้นอำนาจในการขบกัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากสุนัขมีฟันหน้าชุดบนและชุดล่างขบเสมอกันพอดีเหมือนประตูลิฟท์ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ยังพออนุโลมผ่อนผันให้ได้ เว้นแต่ฟันหน้าชุดล่างขบเกยอยู่ด้านนอก หรือฟันหน้าชุดบนและล่างขบเกยไม่สนิทกันถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง ถ้าฟันมีคราบหินปูนเกาะ ฟันผุ หรือฟันมีลักษณะเว้าแหว่งถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงเช่นกัน

จมูก : จะต้องเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล ส่วนจะเข้มหรืออ่อนก็ขึ้นอยู่กับสีขน แต่ถ้าจมูกเป็นสีชมพูถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

หู : หูควรสั้นพอประมาณ ใบหูมีลักษณะห้อยปกลงแนบกับส่วนแก้ม รูปทรงค่อนไปทางรูปสามเหลี่ยม ปลายมน เวลาดึงใบหูไปด้านหน้าความยาวของใบหู หูควรปกคลุมลูกตาได้พอดี แต่ถ้าหากฐานใบหูตั้งอยู่ในตำแหน่งต่ำเกินไป หรือหูมีลักษณะเหมือนสุนัขในกลุ่มฮาวน์ หรือดัชชุน ถือเป็นข้อบกพร่อง




ลำคอ : ควรยาวพอประมาณ ลำคอควรตั้งบนหัวไหล่ แลดูมั่นคงกล้ามเนื้อแลเห็นเด่นชัด ขนบริเวณรอบคอห้ามมีการตกแต่ง คอต้องไม่มีเหนียงยื่นโผล่ออกมา

ลำตัว : โครงสร้างลำตัวกระชับได้สัดส่วน อกลึกและกว้าง ความกว้างของอกอย่างน้อยควรมีขนาดพอๆ กับ ฝ่ามือของผู้ชายวางทาบเสมอพอดี ส่วนความลึกของอกควรลึกเสมอข้อศอกขาหน้า กระดูกซี่โครงควรโค้งได้รูปแข็งแรง โดยส่วนแผ่นหลังจะแลดูหนากว่าใต้ท้อง ลำตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีความลึกและหนาแลดูบึกบึน แผ่นหลังเรียบตรง โดยมีลักษณะลาดเทจากหัวไหล่ ไปทางบั้นท้ายเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นเวลายืนนิ่งๆ หรือกำลังเคลื่อนไหว โกลเด้น รีทรีฟเวอร์มีหน้าอกเล็กแคบ อกตื้น เส้นหลังแอ่นหรือลาดเทมากเกินไป หรือก้นโด่ง ลำตัวบอบบางเกินไป เวลาเคลื่อนไหวเส้นหลังแกว่ง แลดูขาดความแข็งแกร่งล้วนเป็นข้อบกพร่อง

อุ้งเท้า : มีขนาดปานกลาง เป็นรูปทรงกลม อุ้งเท้ากระชับ นิ้งเท้าไม่กางแบะออกเหมือนตีนเป็ด ขนบริเวณใต้อุ้งเท้าควรได้รับการขลิบออก เพื่อช่วยให้การยึดเกาะมั่นคงยิ่งขึ้น นิ้วติ่งขาหน้าควรกำจัดออกให้หมด แต่โดยปกติจะไม่ค่อยปรากฏนิ้งติ่งให้เห็น โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เวอร์ที่มีอุ้งเท้าแบะหรืออุ้งเท้าแหลมคล้ายอุ้งเท้าของกระต่าย ถือเป็นข้อบกพร่อง

หาง : ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดต่อจากเส้นหลัง หางมีขนาดใหญ่โดยเฉพาะบริเวณโคนหางควรจะมีกล้ามเนื้อ ปกติหางจะมีลักษณะห้อยลงต่ำโค้งได้รูปกับสะโพก ความยาวของหางพอๆ กับมุมข้อศอกขาหลัง ในยามที่สุนัขที่ดีใจหางจะโบกสะบัดไปมา บางครั้งอาจงอม้วนขึ้นสูงเหนือระดับแผ่นหลัง

ลำตัวหน้า : เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเหมาะสมรับกับลำตัวส่วนหลังขณะที่เดินหรือวิ่ง การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ การก้างย่างของขาอยู่ในแนวเดียวกับรัศมีของหัวไหล่ กระดูกขามีขนาดค่อนข้างใหญ่และเหยียดตรง กระดูกข้อเท้าสั้นและแข็งแรง มีความลาดเอียงเพียงเล็กน้อย

ลำตัวหลัง : หนาและแข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บั้นท้ายมีลักษณะลาดเทเล็กน้อย กระดูกขาท่อนบนทอดไปทางด้านหลัง ส่วนกระดูกขาท่อนล่างเหยียดตรงทำมุมฉากกับพื้น โดยขาท่อนล่าง(แข้ง)ยิ่งมีขนาดสั้นเท่าไหร่ย

ขน : ขนดกแน่น สามารถปกป้องน้ำได้เป็นอย่างดี ขนมี 2 ชั้น ขนชั้นนอกจะยาวและมีลักษณะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่ถึงกับหยาบกระด้าง เส้นขนมีความยืดหยุ่นในตัว ถ้าหากขนมีลักษณะเส้นเล็กหรือไม่ดกแน่นถือเป็นข้อบกพร่อง ลักษณะของขนที่ถูกต้องจะต้องขึ้นแนบติดลำตัว ส่วนเส้นขนจะเหยียดตรงหรือหยักศกเล็กน้อยไม่เป็นข้อบกพร่อง สำหรับขนบริเวณด้านหลังของขาและใต้ท้องจะมีลักษณะค่อนข้างอ่อนนุ่มกว่าขนตามลำตัว โดยเฉพาะขนที่บริเวณใต้คอ ด้านหลังของต้นขาหลัง และขนใต้หาง จะมีลักษณะอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ ส่วนขนบริเวณศีรษะ ด้านหน้าของขา(หน้าแข้ง) และเท้าจะมีลักษณะสั้นและเรียบ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีเส้นขนยาวจนเกินไป ขนฟูเป็นกระเซิงไม่แนบติดกับลำตัว หรือมีขนเบาบางไม่ดกแน่น ขนเส้นเล็กล้วนถือเป็นข้อบกพร่อง การตัดแต่งขนจะตัดเฉพาะอุ้งเท้าเท่านั้น

สี : สีต้องเป็นสีน้ำตาลออกทอง ส่วนจะมีสีเข้มอ่อนไม่มีปัญหา ขนตามใบหน้าและลำตัวอาจจะมีเหลือบเทาหรือขาวก็ได้ แต่ถ้าเป็นรอยแต้มด่างสีขาว หรือมีขนสีขาวขึ้นแซมถือเป็นข้อบกพร่อง ยกเว้นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีขนสีทองอ่อน ซึ่งมีสีจืดหรือจางมากๆ และสีขาวด่างที่ปรากฏแลดูกลมกลืนกับสีขน ก็ถือเป็นข้ออนุโลม และถ้าหากพื้นที่ของสีขนส่วนใหญ่มีสีซีดจางเกินไป หรือเข้มมากเกินไปก็ถือว่าเป็นข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือ ถามีขนออกไปทางโทนสีครีมอ่อนๆ หรือสีน้ำตาลไหม้ ขนส่วนนี้จะต้องมีพื้นที่เป็นเพียงส่วนน้อยของขนทั้งหมด คือจะต้องมีโทนสีเข้มกว่าหรืออ่อนกว่ามาช่วยเสริม และสีขนส่วนที่จะมาช่วยเสริมต้องครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า โกลเด้น รีทรีฟเวอร์บางสายพันธุ์ขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขอาจจะมีสีซีดจาง แต่เมื่อโตขึ้นสีก็จะเข้มขึ้นโดยธรรมชาติ สำหรับโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีสีอ่อน นอกเหนือจากที่กล่าวมาล้วนถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

การเคลื่อนไหว : การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ แลดูนุ่มนวลแต่ทรงพลังและสง่างาม เวลาที่วิ่ง ระยะการย่างก้าวของขาหน้าและขาหลังจะต้องมาบรรจบกันที่กึ่งกลางลำตัว เวลาเดินหรือวิ่งขาต้องไม่แกว่งหรือปัด ซึ่งในการประกวดการเคลื่อนไหวของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ขนาด : เพศผู้ควรมีความสูงระหว่าง 23-24 นิ้ว(ความสูงวัดที่หัวไหล่ขาหน้า) ส่วนเพศเมียควรมีความสูงอยู่ในช่วงระหว่าง 21-22 นิ้ว หากความสูงน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 1 นิ้ว ถือเป็นข้ออนุโลม แต่ถ้าสูงหรือเตี้ยกว่าเกิน 1 นิ้ว จากเกณฑ์มาตรฐานถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงมาก สำหรับความยาวของลำตัวโดยวัดจากหน้าอกถึงบั้นท้าย ควรมีสัดส่วนความยาวมากกว่าความสูงเล็กน้อย คือ สัดส่วน 12 :11 ส่วนน้ำหนักของสุนัขเพศผู้ควรอยู่ในช่วงระหว่าง 65-75 ปอนด์ สำหรับเพศเมีย 55-56 ปอนด์

อารมณ์ : ควรมีความเป็นมิตรกับทุกๆ คน ไม่มีนิสัยขี้หวาดระแวงและดูน่าเชื่อไว้วางใจได้ ไม่มีนิสัยก้าวร้าวดุร้าย แต่ก็ไม่ขี้ขลาดตาขาว


เครดิต

http://women.sanook.com/pets/breed/dogs_44626.php

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ปอมเมอเรเนียน



เชื่อกันว่า ปอมเมอเรเนียนได้รับการพัฒนาให้เป็นปอมเมอเรเนียนในปัจจุบันครั้งแรกที่เมืองปอมเมอเรเนีย ประเทศเยอรมัน ตั้งอยู่ในยุโดรเหนือแถบทะเลบอลติก ดินแดนกว้างใหญ่จากตะวันตกของเกาะรูเกนถึงแม่น้ำวิทูลา ที่แห่งนี้มีการเลี้ยงสุนัขอย่างแพร่หลาย ทั้งเพื่อให้เป็นสัตว์และเพื่อให้เป็นสุนัขอารักขา ปอมเมอเรเนียนมีต้นกำเนิดจากพันธุ์สปิทซ์ในสมัยโบราณ บางคนเชื่อว่าสุนัขปอมเมอเรเนียนพัฒนาจากสุนัขพันธุ์ซามอยด์ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่ตอนเหนือของประเทศรัสเซียแถบไซบีเรีย บางคนเชื่อว่าพัฒนามาจากสุนัขป่า ซึ่งอาศัยอยู่ตามถ้ำในประเทศเยอรมัน และถูกนำมาใช้เป็นสุนัขเลี้ยงแกะในทวีปยุโรปตอนกลางและตอนล่าง นำมาพัฒนาในยุโรปเพื่อช่วยในการเลี้ยงแกะ ซึ่งบรรพบุรุษของปอมฯ น่าจะมีน้ำหนักมากถึง 30 ปอนด์ บางคนเชื่อว่าสุนัขปอมฯ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศกรีซ โดยอ้างหลักฐานจากภาพวาดสมัยโบราณหลายภาพที่มีอายุ 400 ปีก่อนคริสตกาล หรือเกือบประมาณ 2500 ปีมาแล้ว มีภาพของสุนัขขนาดเล็กที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนสุนัขปอมฯ ในปัจจุบัน คือ Stop ที่เด่นชัด ช่วงปากแหลม หูสั้น ลักษณะการเดินและการแสดงออกเหมือนกับที่พบได้ในปัจจุบันทุกประการ ยกเว้นแต่ตำแหน่งของหางที่อยู่ต่ำเกินไปเท่านั้น แสดงว่าสุนัขพันธุ์นี้มีขนาดเล็กมากตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ไม่ใช่เพิ่งพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมาตามที่มีคนในประเทศอังกฤษอ้างเสมอ ประมาณปี 1800 สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ทรงมีความชื่นชอบในสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนและส่งสุนัขของพระองค์ลงประกวด ทำให้เกิดความนิยมปอมเมอเรเนียนอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ และเพราะความที่พระองค์โปรดปรานสุนัขที่มีขนาดเล็ก ผู้เพาะพันธุ์หลายคนเริ่มที่จะคัดสุนัขที่มีขนาดเล็ก ปัจจุบันปอมฯ ที่เราเห็นอยู่มีขนาดที่เล็กลงจากปอมฯ ที่เป็นต้นตำรับ 4-5 ปอนด์



ความฉลาดและความสามารถของปอมฯ ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เป็นพระเอกในคณะละครสัตว์อย่างต่อเนื่อง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเยอรมัน นิยมเลี้ยงกันเป็นฝูง บางแห่งทำเป็นสุนัขลากเลื่อนก็มี ปอมฯ เข้าสู่อังกฤษช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น มีการตั้งชมรมคือ English Pomeranian Club ในปี 1891 ภายหลังสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียทรงออกงานพร้อมสุนัขพันธุ์นี้บ่อยครั้ง ทำให้สุนัขพันธุ์นี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ส่วนในประเทศอเมริกามีการปรากฎตัวครั้งแรกของปอมเมอเรเนียนที่งานกระกวดสุนัขแห่งหนึ่งประมาณปี 1892 ไม่กี่ปีหลังจากนั้นมีการสั่งนำเข้าอีกเกือบ 200 ตัว มาตรฐานของปอมฯ โดยทั่วไป รูปรางจะเหมือนสุนัขจิ้งจอก มีขนาดกลาง ตาเป็นวงรีสีดำ หูเล็กตั้งตรง ลำตัวสั้นขนาดกระทัดรัด หางเป็นพวงแผ่อยู่บนส่วนหลัง



มาตราฐานสายพันธุ์
ลักษณะทั่วไป : ปอมฯ เป็นสุนัขขนาดเล็ก ลำตัวสั้นกระทัดรัด น้ำหนักประมาณ 4-6 ปอนด์ มีการแสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด ร่าเริงและตื่นตัวอยู่เสมอ ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ ขี้ประจบ แต่เป็นสุนัขค่อนข้างตกใจง่าย เห่ามาก ยิ่งตัวเล็กยิ่งเห่าเก่ง
สัดส่วน : น้ำหนักของปอมฯ โดยเฉลี่ยแล้วจะหนักประมาณ 3-7 ปอนด์ (ประมาณ 1.25-3 กก.) แต่ขนาดที่ดีสำหรับการประกวดนั้นควรหนักประมาณ 4-6 ปอนด์ (1.7-2.5 กก.) ถ้าสุนัขหนักมากกว่าหรือน้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ถือว่าผิดมาตรฐาน รูปร่างของสุนัขมีความสำคัญกว่าขนาดของสุนัข ช่วงตั้งแต่หน้าอกจนถึงสะโพกจะสั้นกว่าหรือเท่ากับส่วนสูงตั้งแต่ช่วงไหล่จนถึงพื้น กระดูกมีขนาดปานกลาง
ศีรษะ : ขนาดของหัวต้องได้สัดส่วนกับลำตัว ช่วงปาก (MUZZLE) สั้นตรง หน้าดูคล้ายกับสุนัขจิ้งจอก (FOXY EXPRESSION) หัวกะโหลกปิด ช่วงบนของหัวกะโหลกจะกลมเล็กน้อยแต่ไม่โหนกนูน ถ้ามองจากด้านหน้าและด้านข้างแล้วจะต้องเห็นหูที่มีขนาดเล็กอยู่ในตำแหน่งที่สูง (HIGH EARSET) และตั้งตรง รูปร่างปากจะมีลักษณะคล้ายรูปลิ่ม(WEDGE SHAPE) เส้นที่ลากจากจมูกไปถึงจุดหัก (STOP) จะต้องอยู่ตรงกลางระหว่างตาทั้งสองข้างและหูทั้งสองข้าง ตามีสีดำสนิท สดใส ขนาดปานกลาง คล้ายเมล็ดอัลมอนด์ (ALMOND SHAPE) สีของจมูกและขอบตาต้องดำสนิท ยกเว้นปอมฯ สีน้ำตาล BEAVER และ BLUE ฟันต้องกัดสบกันพอดี (SCISSORSBITE)
นิสัยและอารมณ์ : สุนัขปอมฯ เป็นสุนัขที่เปิดเผย แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด
คอ เส้นหลังและลำตัว : คอค่อนข้างสั้น ตั้งอยู่บนไหล่ ทำให้ช่วงคอตั้งสูง แลดูสง่างาม ช่วงหลังสั้น มีระดับของเส้นหลัง หางมีตำแหน่งที่สูง (HIGH TAILSET) วางราบตรงอยู่บนหลัง
ลำตัวส่วนหน้า : ไหล่จะต้องมีการเอียงลาดลงเพียงพอ เพื่อให้สามารถชูคอและหัวได้สูงและสง่างาม ความยาวของช่วงไหล่และขาตอนบนต้องเท่ากัน ขาหน้าต้องตรงและขนานกัน ความยาวตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อศอกต้องมีความยาวเท่ากับข้อศอกถึงพื้น ขาต้องตรงและแข็งแรง ไม่เอียงเข้าหรือเอียงออก
ลำตัวส่วนหลัง : ได้สัดส่วนกับลำตัวส่วนหน้า ตำแหน่งของหางจะต้องอยู่เหนือสะโพกค่อนมาทางด้านหน้าต้นขา ต้องมีกล้ามเนื้อแข็งแรงปานกลาง และมีส่วนหน้าของขาหลัง (STIFLES) มีมุม (ANGULATION) ที่โค้งงอพอสมควรรับกับส่วนน่อง (HOCK) ต้องตั้งฉากกับพื้น ถ้ามองจากด้านหลังขาทั้ง 2 ข้างต้องตรงและขนานกัน เท้ามีลักษณะโค้งมนกระชับ ไม่เอียง สุนัขต้องยืนอยู่ปลายเท้า (TOES) นิ้วติ่ง (DEWCLAWS) ถ้ามีควรตัดออก
การเคลื่อนไหว : การเดินหรือการเคลื่อนไหวต้องเป็นไปอย่างอิสระราบเรียบ นุ่มนวล แลดูแข็งแรง เวลาเดินขาหน้าต้องเหยียดตรงไม่งอพับขึ้น ข้อศอกไม่กางออก ส่วนขาหลังต้องไม่ถ่างออก ขาหลังจะเคลื่อนไปข้างหน้าในจังหวะเดียวกันกับขาหน้าที่เคลื่อนที่ไป
ขน : สุนัขปอมฯ มีขน 2 ชั้น คือ ขนชั้นใน (UNDERCOAT) ต้องนุ่มและแน่น ขนชั้นนอก(OUTTERCOAT) ต้องยาวตรงเป็นประกายและหยาบ ขนชั้นในที่หนาแน่นจะช่วยพยุงขนชั้นนอกให้ฟูไม่ลู่ เหยียดตรง ขนจะต้องหนาแน่นตั้งแต่ช่วงคอ หน้าอก ช่วงไหล่ด้านหน้า ขนช่วงหัวและขาจะแน่นแต่สั้นกว่าขนช่วงลำตัว ขนหางยาว หยาบและเหยียดตรง การตัดแต่งเล็มขนให้ดูสวยงามและดูเรียบร้อยไม่ถือเป็นข้อผิด
สี : สีที่ได้รับการยอมรับและรับรอง ควรได้รับการพิจารณาการตัดสินอย่างเท่าเทียมกัน สีที่ได้รับการยอมรับได้แก่
1. สีใดๆ ก็ได้ที่ขึ้นเป็นสีเดียวกันทั้งตัว หรืออาจจะมีสีที่อ่อนหรือแก่กว่าแซมอยู่ด้วย (SELT-COLOR)
2. สีแซมกัน 2 สี (PARTI-COLOR) หมายถึงปอมฯ ที่มีสีขาวและมีสีอื่นแซมเป็นพื้นๆ กระจายเท่าๆ กันทั่วตัว และควรมีแถบสีขาวบนหัวด้วย
3. สีดำและน้ำตาล (BLACK AND TAN) หมายถึงปอมฯ มีสีดำที่มีสีน้ำตาลอยู่เหนือตาทั้ง 2 ข้างและปาก ลำคอ หน้าอก ใต้หาง ขาและเท้าทั้ง 4 ข้าง สีน้ำตาลนี้ยิ่งเข้มยิ่งดี
4. BRINDLE ได้แก่ปอมฯ ที่มีพื้น คือ สีทอง แดงหรือส้ม และมีสีดำแซมอยู่ทั่วทั้งตัว

จุดบกพร่อง :
1. กะโหลกกลม โหนกนูน ฟันล่างยื่น (UNDERSHOT MOUTH) หรือฟันบนยื่นจนเกินไป (OVERSHOT MOUTH)
2. ข้อเท้าราบกับพื้นมากเกินไป
3. ขาหลังที่หัวเข่าชิดกัน ปลายเท้าชี้ออก (COWHOCKS) หรือขาหลังที่บกพร่อง
4. ขนที่นิ่ม เหยียดตรงและแยกออกจนเห็นผิวหนังข้างใน (OPEN COAT)

เครดิต

http://women.sanook.com/pets/breed/dogs_44563.php

มาทำควา่มรู้จักกับนิสัยเจ้าไซ(Siberian Husky) ก่อนเลี้ยงเค้ากันดีกว่า




ไม่ว่าจะเป็นสุนัขสายพันธุ์ไหน ก็ย่อมจะต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งคนรักสุนัขจะต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะเลือกเลี้ยงสุนัข และใครที่กำลังจะตัดสินใจเลี้ยงน้องหมา ไซบีเรียน ฮัสกี้ เรามีข้อมูลมาให้คุณพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ เพื่อคุณจะได้รู้ถึงพฤติกรรม และอุปนิสัยของเขาก่อน ว่าคุณพร้อมที่จะดูแลพวกเขาแล้วหรือยัง



ผลัดขนจนเวียนหัว

หากคุณคิดจะเลี้ยง สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ ขอให้เตรียมพร้อมกับการที่บ้านของคุณจะเต็มไปด้วยขน สุนัข ทั้งบริเวณพื้น เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และทุกหนทุกแห่ง ด้วยเหตุนี้ หากคุณเป็นโรคภูมิแพ้ขนสุนัข หรืออยากให้บ้านของคุณดูสะอาดอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงยังไม่ใช่ สุนัข ที่เหมาะกับคุณ แต่หากคุณต้องการจะเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือการฝึกให้พวกเขา สนุกกับการแปรงขนตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข และเตรียมเครื่องดูดฝั่นไว้ให้พร้อมรับการผลัดขน ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย





เป็นสุนัขครอบครัว ไม่ใช่สุนัขอารักขา

ด้วยอุปนิสัยที่เป็นมิตรและเข้ากับคนได้ง่าย ทำให้ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ มักจะมีความสุขที่ได้นั่งและเฝ้ามองใครก็ตามที่เข้ามาและออกไปจากบ้าน ซึ่งจะเป็นเรื่องดีสำหรับบรรดาหัวขโมย เนื่องจาก สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเพียงแค่ “มองดู” พวกเขาเหล่านั้นเข้ามาในบ้าน แลบลิ้นเลียอย่างเป็นมิตร และส่งหัวขโมยออกจากบ้านพร้อมกับทรัพย์สินต่างๆ ของคุณ ทั้งนี้ Siberian Husky Club of Great Britain ได้ออกมายืนยันว่า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็น สุนัข ที่ไม่มีสัญชาตญาณในการระวังภัย และจะต้อนรับเหล่าผู้บุกรุกด้วยไมตรีเช่นเดียวกับที่ให้แขกคนอื่นๆ ของครอบครัว


หอนมากกว่าเห่า

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็น สุนัขช่างเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาต้องการให้เล่นด้วย พวกเขาเป็นสุนัขที่ไม่ค่อยเห่า แต่จะชอบหอนแบบสุนัขป่า ซึ่งมีเสียงค่อนข้างดังกังวาน และมีน้ำเสียงที่แตกต่างไปตามความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจาของพูดคุยกับสุนัขบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ “คลังคำศัพท์” ซึงหมายถึงระดับเสียง ความสั้น-ยาว ในการหอนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น


ซ่าอยู่ในสายเลือด

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่เฉลียวฉลาด เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียว มีพลังอย่างเหลือล้น เขาจะใช้เวลนอนกลางวันประมาณ 3-4 ชั่วโมง และนอนในเวลากลางคืน ประมาณ 10 ชั่วโมง นอกจากนั้น คือเวลาสำหรับเล่นสนุก ซึ่งเจ้าของควรมีกิจกรรมให้เขาทำอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นการวิ่งไล่จับ กระโดดคาบของ ฟัดของเล่น หรือหากเจ้าของกลัวจะเหนื่อยก็อาจใช้จักรยานเป็นตัวช่วยเสริม การทำกิจกรรมจะช่วยลดพลังงานของเจ้า ไซบีเรียน ฮัสกี้ คลายความเบื่อหน่าย ทั้งยังเป็นการกันข้าวของในบ้านของคุณไม่ให้กลายเป็นของขบเคี้ยวแก้เซ็ง เพราะหาก ไซบีเรียน ฮัสกี้ เกิดรู้สึกเบื่อ เขาจะขุดสวนหลังบ้านของคุณจนเต็มไปด้วยหลุม ที่แย่กว่านั้น เข่าอาจจะหนีออกจาบ้านไปเที่ยวเล่นตามลำพังก็ได้


รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไม่ใช่สุนัขที่จะอยู่ในโอวาทของเจ้าของตลอดเวลา เขาเป็นสุนัขที่รักอิสระ มีความคิดเป็นของตัวเอง การอยู่ร่วมกับ ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงไม่ใช่การควบคุมแบบที่เจ้านายปฏิบัติต่อลูกน้อง แต่ต้องอาศัยความผูกพันและมิตรภาพระหว่างเพื่อน ถึงแม้ว่าไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเป็นสุนัขที่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการฝึกค่อนข้างมาก แต่การฝึกโดยเสริมแรงจูงใจด้วยขนม ของว่าง คำชม หรือการให้เวลาร่วมทำกิจกรรม ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากเจ้าของใช้ความรุนแรงก็จะทำให้ สุนัข เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจ และเกิดอาการต่อต้านเจ้าของได้ในที่สุด


บ้านแสนสุข

ผู้ที่เลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะต้องมีพื้นที่บริเวณบ้านที่กว้างพอสมควร มีรั้วที่แข็งแรง มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแอบหนีไปเที่ยวนอกบ้าน ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขรักสะอาด ไม่มีกลิ่นตัว จึงสามารถเลี้ยงในบ้านได้ ปัญหาที่พบจากการเลี้ยงในบ้านอาจมีเฉพาะช่วงผลัดขน แต่หากคุณต้องการเลี้ยง ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไว้นอกบ้าน ทางที่ดีไม่ควรปลูกดอกไม้เล็กๆ ไว้ในสนามหญ้า เนื่องจากดอกไม้ของคุณอาจจะกลายเป็นของเล่นของเจ้า ไซบีเรียน ฮัสกี้ เจ้าหมาจอมขุดก็เป็นได้


กิจกรรมนอกบ้าน

ด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ความกระฉับกระเฉง และความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไซบีเรียน ฮัสกี้ จึงควรอยู่ในสายจูงเสมอเวลาที่คุณพาเขาออกไปนอกบ้าน และจะปล่อยให้เป็นอิสระได้เฉพาะเวลาที่อยู่ในบริเวณที่มีรั้วรอบขอบชิดเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ


เครดิต

http://www.pukpuiclub.com/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%89/

วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

โลมาอิระวดี



โลมาอิระวดี ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Orcaella brevirostris
วงศ์ : DELPHINIDAE
รายละเอียด
มีลักษณะคล้ายกับ ปลาวาฬDelphinapterus leucas มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปลาวาฬนักล่า Orcinus orca ลักษณะเด่นคือ หัวค่อนข้างกลม ไม่มีจะงอยปาก เช่น โลมาอีกหลายชนิด สีลำตัวแปรเปลี่ยนไปตั้งแต่สีน้ำเงิน เทาเข้มจนถึงน้ำเงินจาง โลมานี้จะรวมกลุ่มเช่นเดียวกับโลมาในมหาสมุทรแม้ว่าโลมาบางตัวสามารถอาศัยได้ในแม่น้ำที่จืดสนิทก็ตาม มักพบโลมาอาศัยอยู่บริเวณน้ำตื้นชายฝั่งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค รอบหมู่เกาะประเทศอินโดนีเซีย ตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย และทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้ชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำได้แก่ บางปะกงทะเลสาบสงขลา เจ้าพระยา เป็นต้น
ลักษณะทั่วไปของโลมาอิระวดี คือ มีครีบหลังรูปทรงสามเหลี่ยมขนาดเล็กปลายมน พบในตำแหน่งที่ห่างจากจุดกึ่งกลางลำตัวค่อนไปทางหางนัก มีสีเทาดำ ถึงสีเทาสว่าง ลำตัวมีความยาวประมาณ 275 เซนติเมตร แต่เฉลี่ยแล้วมีความยาว 210 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 115 – 130 กิโลกรัม เป็นโลมาขนาดเล็ก ว่ายน้ำโดยปกติค่อนข้างช้า และอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพิจารณาลักษณะภายนอก โลมาอิระวดีมีรูปร่าง ลักษณะคล้ายคลึงกับวาฬเบลูก้า (Beluga whale) หรือที่เรียกทั่วไปว่าวาฬมีฟัน (Toothed whale) และยังมีรูปทรงคล้ายคลึงกับโลมาหัวบาตร หรือโลมาไม่มีครับหลัง(Finless porpoise) ซึ่งมีหัวลมมนคล้ายกัน ทำให้บางครั้งมีความสับสนขึ้น แต่ที่จำง่าย ๆ ก็คือ โลมาอิระวดีมีครีบบนหลังหนึ่งอัน และมีฟันแหลมอยู่บนขากรรไกรบน จำนวนเต็มที่ 40 ซี่และจำนวน 36 ซี่ อยู่บนขากรรไกรล่าง




อุปนิสัยของโลมาอิระวดีมักอยู่รวมเป็นฝูงเล็ก แต่ละฝูงมีจำนวน 6 ตัว หรือน้อยกว่า ไม่ชอบปรากฏตัวให้เห็นตามผิวน้ำทะเล แต่ชอบโผล่หัวขึ้นมา ที่ระดับผิวน้ำ ค่อนข้างขี้อายและหลบซ่อนตัว ความยาวของโลมาเต็มวัย อยู่ระหว่าง 90 -150 กิโลกรัมและให้ลูกเกิดใหม่มีความยาวประมาณ 1 เมตร ที่มีน้ำหนักประมาณ 12 กิโลกรัมหรือมากกว่า อาหารอันโอชะของโลมาเหล่านี้คือปลากุ้งและปลาหมึก บางครั้งช่วยเหลือชาวประมง โลมามีตา หู จมูก และลิ้นเหมือนคนเรา มันจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในที่โล่ง และน้ำตื้น แต่เนื่องจากโลมาไม่มีตาอยู่ด้านหน้าจึงไม่สามารถกะระยะทางได้ดีนัก เมื่ออยู่ใต้น้ำ จมูกของโลมาจะปิด ดังนั้นมันจะไม่ได้กลิ่นอะไรเลย แต่ลิ้นสามารถรับรสจากสารเคมีในน้ำได้ดี การรับเสียงด้วยคลื่นสะท้อนแบบเรดาร์ของโลมา ใช้ล่าเหยื่อ และรู้วัตถุหรือลักษณะภูมิประเทศใต้น้ำได้เป็นอย่างดีทั้งยังส่งเสียงสื่อสารกับโลมาตัวอื่นได้ด้วย
โลมาอิรวดีได้รับการจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ ๑๓๘ (สัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าที่เกิดในธรรมชาติและมีรายชื่ออยู่ในประกาศคณะรัฐมนตรีให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือห้ามเพาะพันธุ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต) สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์โลมาอิรวดีซึ่งเป็นสัตว์หายาก พร้อมทั้งทรงรับไว้เป็นสัตว์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ส่วนสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ก็จัดให้โลมาอิรวดีอยู่ในบัญชีตัวแดง (Red List) โดยอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต (Critically Endangered) โลมาอิรวดีถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ ๑๓๘


เครดิต

http://www.chachoengsao.most.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=98&Itemid=1

วิธีการเลี้ยงหนูแฮมเตอร์

วิธีการเลี้ยงหนูแฮมเตอร์




อาหารหลักที่ควรให้แฮมสเตอร์ คือ ธัญพืชโดยจะโปรยอาหารลงบนพื้นก็ได้เพราะแฮมสเตอร์ไม่มีนิสัยชอบก้มกิน มันจะชอบหยิบอหารออกมากินนอกภาชนะมากกว่า โดยใช้เท้าหน้าจับอาหารกิน แต่การใช้ภาชนะมีข้อดี คือจะทำให้เราได้รู้ว่ามันเอาอาหารออกไปกิน มากน้อยแค่ไหน ถ้ามันป่วยเราก็รู้ได้ นอกจากนี้ การใส่ภาชนะยังทำให้อาหารและขี้เลื่อยไม่ปะปนกันทำให้การเปลื่ยนขี้เลื่อยทำได้ง่ายโ
ยไม่ต้องทิ้งอาหารที่ปนกับขี้เลื่อย
สิ่งที่ควรทราบในการให้อาหารแฮมสเตอร์



1. อย่าให้ผักสด หรือผลไม้สดบ่อยๆหรือมากเกินไป การให้ผักสดควรให้แค่สัปดาห์ละครั้งเพราะอาจจะทำให้แฮมสเตอร์ท้องอืด หรือท้องเสียได้และหากมันกินไม่หมดควรจะเก็บทิ้งทันที

2. พยายามอย่าเปลื่ยนอาหารแบบทันทีทันใด ควรจะค่อยๆ เปลื่ยนอาหารโดยเอาอาหารเก่า ผสมกับอาหารใหม่ และเพิ่มอัตราส่วนอาหารใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนแทนที่อาหารเก่าในที่สุด อย่าเปลื่ยนแบบฉับพลัน

3. อาหารที่ควรหลีกเลื่ยงช็อคโกแลต โดยเฉพาะ Dark Chocolate เพราะมีสาร Theobromine ซึ่งเป็นพิษต่อแฮมสเตอร์ได้

4. หลีกเลื่ยงผักผลไม้ ที่มีรสเปรี้ยวๆ เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด เป็นต้น

5. เราอาจจะเสริมโปรตีนให้กับแฮมสเตอร์ได้ โดยการให้อาหารเม็ดของแมวหรืออาหารสุนัขที่เป็น บิสกิต ใส่ลงไปได้บ้างเล็กน้อย ซึ่งช่วยเสริมโปรตีนและยังช่วยลับฟันแฮมสเตอร์ไม่ให้ยาวเกินไปอีกด้วย

6. อาหารที่ไม่ปลอดภัยสำหรับแฮมสเตอร์ ได้แก่ หัวหอม มันฝรั่งดิบ กระเทียม น้ำอัดลม ลูกกวาด เป็นต้น

7. หลีกเลี่ยงอาหารที่แหลมคม หรือ เหนียวหนืด

8. ขนมหรืออาหารหวานๆเพราะแฮมสเตอร์แคระมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้

9. หลีกเลี่ยง อาหารเม็ดของกระต่าย เพราะบางชนิดใส่สารอาหารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้น การเจริญเติบโตในกระต่าย แต่เป็นอันตรายต่อแฮมสเตอร์

10. หลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเพรา


เครดิต
http://www.oknation.net/blog/HAMTER2009/2009/06/25/entry-2