วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ (ถูกกฎหมาย)



นักเล่นปืนบ้านเราออกจะอยากได้ปืนไรเฟิลระบบกึ่งอัตโนมัติ (รวมทั้งแบบอัตโนมัติ) กันเอามากๆ มีความพยายามที่จะนำเข้ามาทั้งแบบผิดกฎหมายรวมทั้งการขอใบ ป.2 หรือ ป.3 แบบถูกกฎหมาย แล้วใช้วิธีการพิลึกพิลั่นต่างๆนานา จนกระทั่งออกใบ ป.4 มาจนได้ แต่อยากจะเตือนว่าต่อให้ออกใบ ป.4 แบบมั่วๆ มาได้แล้วก็จริง แต่ปืนแบบนี้ยังไงๆ ก็มีความผิดอยู่ในตัวของมันเอง ถูกจับได้เมื่อไหร่ก็สามารถตั้งข้อหาได้สารพัด ตั้งแต่ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, กฎหมายศุลกากร จนถึงประมวลกฎหมาย อาญาเกี่ยวกับการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ไปจนถึงการปลอมเอกสารหรือ ใช้เอกสารราชการปลอม

แต่เชื่อไหมครับว่ายังมีปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติรุ่นเก่าอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นปืนที่ออกใบ ป.4 มาแบบถูกต้องตามกฎหมายอย่างเต็มภาคภูมิ เนื่องจากได้นำเข้ามาและจดทะเบียน ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายห้ามปืนในลักษณะนี้

มาคุยกันเรื่องวินเชสเตอร์ โมเดล 1907 กระบอกนี้ดีกว่า






จริงๆแล้วปืนไรเฟิลระบบกึ่งอัตโนมัตินั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ตำราทางฝ่ายอเมริกันนั้นว่ากันว่า จอห์น บราวนิง เป็นคนสังเกตเห็นว่าในระหว่างที่ ยิงปืนจะมีก๊าซจำนวนมากพุ่งตามกระสุนออกมา จึงเกิดความคิดที่จะนำพลังงานจาก ก๊าซนั้นมาช่วยส่งกระสุนนัดต่อๆไปเข้าไปในรังเพลิง และก็ได้นำแนวความคิดนี้มาผลิต เป็นปืนต้นแบบในขนาด .45-75 และได้รับทะเบียนสิทธิบัตรในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1892 หน้าตาของปืนที่ว่า ผมเอามาลงให้ดูแล้วในภาพที่ 4 ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนปืนเท่าไหร่

ทีนี้ระบบการทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติของปืนยุคแรกๆ ยังคงเป็นระบบโบล์วแบ็ก แบบเดียวกับปืนลูกกรดในทุกวันนี้ แต่เมื่อใช้กระสุนที่มีอานุภาพสูงขึ้น แรงอัดในรังเพลิง ก็มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ลูกเลื่อนถอยอย่างรุนแรงจนรีคอยล์สปริงรับ ไม่ไหว ดังนั้น บราวนิงจึงได้ออกแบบให้เป็นระบบรีคอยล์ โดยจัดให้ลำกล้องปืนถอยหลัง มาเป็นระยะทางสั้นๆ เพื่อถ่วงเวลาให้แรงอัดในรังเพลิงลดลงเสียก่อน ต่อจากนั้นลำกล้อง จะยันกับโครงปืนหยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้ปลอกกระสุนดันลูกเลื่อนถอยหลังต่อไปจนกระทั่ง เกิดการคัดปลอกกระสุน และบรรจุนัดใหม่ เข้าไปในรังเพลิง

แต่ปืนระบบโบล์วแบ็กก็ยังคงมีข้อดีอยู่ตรงที่มีชิ้นส่วนน้อยกว่า ลำกล้องยึดแน่นกับโครงปืน ไม่เคลื่อนที่ ช่วยลดชิ้นส่วนที่อาจจะหลวมคลอน และยังมีรีคอยล์น้อยกว่า เพราะไม่มี แรงกระแทกจากการที่ลำกล้องปืน ซึ่งเป็นเหล็กทั้งดุ้นถอยมากระแทกโครงปืนอีกด้วย ดังนั้น ในยุคแรกๆ ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติของอเมริกันจึงได้แยกออกเป็นสองแนวทาง คือ เรมิงตันใช้ระบบรีคอยล์ตามแนวทางการออกแบบของบราวนิง ทำให้ได้ปืนที่มีอานุภาพสูง ใช้กระสุนได้ถึง .35 เรมิงตัน และ .30 ซาเวจ ส่วนวินเชสเตอร์จะใช้ระบบโบล์วแบ็ก ของจอห์นสัน (Thomas Johnson) ทำให้ได้ปืนที่มีขนาดกะทัดรัดกว่าของเรมิงตัน แต่กระสุนมีอานุภาพต่ำกว่า

ไรเฟิลชนวนกลางแบบกึ่งอัตโนมัติ แบบแรกของวินเชสเตอร์คือ ปืนโมเดล 1905 ซึ่งมีรูปร่างคล้ายๆกับปืนกระบอกนี้ละครับ แต่ใช้กระสุน .32 WSL กับ .35 WSL กระสุน .35 เป็นกระสุนเซมิริม ส่วน .32 เป็นกระสุนแบบมีริมเหมือนกับกระสุนปืนลูกโม่ และกระสุน .32 WSL นี้เองที่เป็นต้นแบบของกระสุน .30 คาร์ไบน์ ที่ส่งเสียงดังตลอด สงครามโลกครั้งที่สอง ติดต่อกันมาถึงสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม

ถัดมาอีก 2 ปีวินเชสเตอร์ถึงได้ออกปืนโมเดล 1907 กระบอกนี้ขึ้นมา โดยเพิ่ม อานุภาพกระสุนขึ้นเป็น .351 วิน ซึ่งยืดปลอกกระสุนจาก .35 WSL ของเดิมยาว 1.14 นิ้วขึ้นไปเป็น 1.91 นิ้ว และปืนโมเดล 1907 นี่ละครับที่เป็นปืนซึ่งประสพความ สำเร็จมากที่สุด โดยผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 ติดต่อกันนานถึงห้าสิบปี แม้ว่าในอีกสามปีถัดมา วินเชสเตอร์จะออกปืนโมเดล 1910 โดยขยายกระสุนขึ้นไปเป็น .401 WSL แต่ก็ทำ ขายเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้นเอง ไม่ได้ขายดิบขายดีเหมือนกับโมเดล 1907 กระบอกนี้

วินเชสเตอร์ โมเดล 1907 เริ่มผลิตขึ้นมาในปี ค.ศ. 1907 เมื่อบวกด้วย 543 ก็ตรงกับ พ.ศ.2450 คือเกิดก่อน พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ร.ศ. 131 คลอดออกมา 5 ปี พอดี ผมจึงไม่แปลกใจที่ปืนกระบอกนี้ตอก ก.ท. ด้วยเลขเพียงสามตัว ปืนรุ่นนี้นักเล่นปืน รุ่นคุณปู่จะเรียกว่า "ห้านัดกดแซ่" เข้าใจว่าที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าปืนสมัยก่อนจะนิยม เก็บก้านแซ่เอาไว้ใต้ลำกล้อง (ปืนรุ่นใหม่อย่าง เช่น AK-47 ก็ยังเก็บก้านแซ่ไว้ใต้ลำกล้อง) พอเห็นวินฯ 1907 ใช้กดก้านขึ้นลำใต้ลำกล้อง ก็เลยเรียกว่าห้านัดกดแซ่เสียเลย

วินเชสเตอร์ทั้งสามโมเดลใช้ซองกระสุนแบบถอดออกจากตัวปืนได้ สำหรับ ปืนกระบอกนี้ซองกระสุนที่มากับปืนมีทั้งแบบ 5 นัดและ 10 นัด ลองเปิดตำนานดูประวัติ ของปืนแล้ว ซองกระสุนมาตรฐานของปืนรุ่นนี้จะเป็นแบบ 5 นัด ส่วนแบบ 10 นัดจะทำ เป็นอ็อพชั่นแยกขายต่างหาก โดยออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เป็นต้นไป

กระสุน .35 และ .351 ของวินเชสเตอร์ จะใช้หัวกระสุนเล็กกว่าของเรมิงตันนิดหน่อย คือของวินเชสเตอร์จะใช้หัวกระสุนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.351 นิ้ว แต่ .35 เรมิงตันจะใช้ 0.358 นิ้ว และก็คงต้องยอมรับนักเล่นปืนนิยมกระสุนของเรมิงตันมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบันนี้กระสุนไรเฟิลในคาลิเบอร์ .35 อย่างเช่น .350 เรมิงตัน แม็กนั่ม, .35 วีเลน หรือแม้แต่ .356 วินเชสเตอร์ กับ .358 วินฯเองก็จะใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.358 นิ้ว เหมือนกับ .35 เรมิงตันทั้งหมด

ปืนกระบอกนี้เราได้มาทดสอบโดยเจ้าของปืนเห็นว่าเป็นของแปลก อยากจะ แนะนำให้เพื่อนนักเล่นปืนอื่นๆได้รู้จัก จึงติดต่อส่งปืนมาให้ อวป. ทำการทดสอบ กระสุนที่ให้มากับปืนมีทั้งของวินเชสเตอร์ กับเรมิงตัน กระสุนของวินเชสเตอร์เป็นแบบ หัวแข็ง FMJ 180 เกรน หุ้มด้วยแจ็กเก็ตนิเกิลสีเงิน ส่วนของเรมิงตันเป็นกระสุนหัวอ่อน JSP แจ็กเก็ตทองแดงธรรมดา

ดูจากอานุภาพของกระสุนที่พอๆกับ .357 แม็กซิมั่มที่ยิงจากปืนยาว ผมจึงตัดสินใจ นำปืนวินเชสเตอร์กระบอกนี้มายิงในระยะเพียง 25 เมตร ซึ่งใกล้ที่สุดเท่าที่เราเคย ทดสอบไรเฟิลชนวนกลาง ปรากฏว่าอาจจะไกลไปด้วยซ้ำเพราะกระสุนวินเชสเตอร์ยี่ห้อ เดียวกับปืนด้านเกือบทุกนัด แถมนัดที่ลั่นออกไปก็ยังส่งเสียงไม่ค่อยจะหนักแน่นสมเป็น กระสุนไรเฟิลเสียเลย เข้าใจว่าเป็นเพราะความเก่าแก่พอๆกับตัวปืนที่ตอก ก.ท. ด้วยตัวเลข เพียงสามตัว มาชื่นใจอีตอนที่เปลี่ยนเป็นกระสุนหัวอ่อนของเรมิงตัน เสียงกระสุนดัง สนั่นหวั่นไหว โทนเสียงออกแหลมคล้ายกับ .357 แม็กซิมั่ม แต่รีคอยล์นุ่มนวลมากพอๆ กับ .223 เท่านั้นเอง

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจกระบอกนี้ อยากทราบว่าเขาซื้อขายกันไปหรือยัง หรือว่ารับโอนกันสำเร็จหรือไม่ ลองแวะไปถามที่ ห้างฯ ปืนเพ็ญจันทร์ เพราะได้ข่าวว่าคนซื้อคนขายเขานัดมาเจอกันที่นั่น


เครดิต
http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=7410

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

ปลาทอง



ปลาทอง เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงต่อในยุโรป
เมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและญี่ปุ่นรับ
เป็นชาติแรกที่รู้จักวิธีการผสมพันธุ์ปลาทอง ซึ่งได้ทำกันมานานแล้วและมีการพัฒนามา
เรื่องได้ปลาทองลูกผสมที่น่าสนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำ และสีขาว แม้กระทั้งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน




ปลาทองพันธ์ุุชูบันกิง (Shubankin)
เป็นปลาทองมีเกล็ด แต่บางใสไม่ค่อยเห็น จึงเข้าใจว่าไม่มีเกล็ด เป็นพันธุ์ที่ีงดงาม
สดใสชวนมองมากพันธุ์หนึ่ง เพราะลำตัวมีจุดประหลา่ยสี

ปลาทองพันธุ์โคเม็ท (Comet)
ปลาทองที่มีลักษณะธรรมดา มีความงามพอมควร ลำตัวค่อนข้างบอบบาง สีที่เห็นทั่วๆไป
คือ สีแดงเข้ม แต่ถ้าเป็นสีทองอร่ามทั้งตัวจะเป็นปลาหายาก และมีราคาแพง

ปลาทองพันธุ์แฟนเทล (Fantail)
ปลาทองพันธุ์นี้ในเมืองไทยเราเรียกว่า "ปลาทองหางพัด" มีสีแดงลำตัวค่อนข้างยาว
ได้สัดส่วน ครีบหลังสูง และครีบต่างๆก็ยาวด้วย ที่ญี่ปุ่นจะมีสีแดงเข้มจัดกว่าของ
สหรัฐอเมริกาและยุโรป


ปลาทองพันธ์ุุเทเลสโคป (Telescope)
เป็นปลาทองพันธุ์นี้เีรียก pop eyed goldfish ชาวจีนเรีกยว่า dragon eyes เพราะตาโปนยื่นออกมา ส่วนชาวญี่ปุ่นเรีกยว่า aka demekin แปลว่า "ปลาตาโปนสีแดง"

ปลาทองพันธุ์มัว(Moor)
ปลาทองพันธุ์อาจเรียก Black Moor ชาวญีปุ่นเรียก Kuro Demekin แปลว่า
"ตาโปนสีดำ" สำหรับเมืองไทยเป็นที่รู้จักในชื่อ ปลาทองพันธุ์ "เล่ห์" หรือ "รักเล่ห์"


ปลาทองพันธุ์ตากลับ (Celestail)
ปลาทองพันธุ์นี้ญีปุ่นเรียกว่า "Shotengen" แปลว่า"ตามุ่งสวรรค์" ทั้งนี้เป็นเพราะตา
ที่โปนนั้นหงายกลับขึ้นข้างบน ส่วนในจีนในชื่อ "ดูฟ้าดูดาว" หรือ "มังกรมุ่งสรรค์"


ปลาทองพันธุ์ุหัวสิงห์ (Lion Head)
ปลาทองพันธุ์นี้เรียกว่า Hooded Goldfish ในสหรัฐอเมริการู้จักในชื่อ Buffalo
head เพราะที่หัวจะมีก้อนเนื้อ (วุ่น) หุ้มอยู่คล้ายสวมหัวโขน ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่า
"Runchu" หมายถึง ก้อนเนื้อวุ้น ทุกลักษระถ้ามีวุ้นขนาดเกือบเท่ากันหมดทั้ง
หัวเรียกว่า " Shishigashra" แปลว่า "หัวสิงห์"


ปลาทองพันธุ์ออเรนด้า (Oranda)
ปลาทองพันธุ์นี้ไม่มีชื่อเรียกอื่นๆ ญี่ปุ่นเรีกยว่า "Orandn Shishigashira"
ปลาทองพันธุ์นี้เป็นปลาลำตัวค่อนข้างยาว หน้าไม่แหลมเหมือนปลาทองพันธุ์ริวกิ้น ครีบทุกครีบของออแรนด้าก็ค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวง มีความงามมาก


เครดิต

http://www.samud.com/aquarium/GoldenFish/goldenfish.asp#bbb

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน

ประมาณปี พ.ศ. 2500 คอมพิวเตอร์มีอยู่ในโลกนี้ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องในระบบเมนเฟรม ซึ่งมีขนาดใหญ่และราคาแพง ส่วนมากจะใช้งานทางด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้มีขนาดเล็กลง และ ราคาก็ไม่แพงนัก คนทั่วไปสามารถซื้อหามาใช้ได้เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป
ในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ
1 . คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถตรวจสอบประ วัติของบุคคลต่างๆได้ เป็นต้น
2 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์จะทำได้ในพริบตาในขณะที่ถ้าให้คนทำอาจจะต้องใช้เวลานา
3 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการทำงานผิดพลาดขึ้นมา
5 .คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่างๆ เช่น

1 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา
ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคัดคะแนนสอบ การจัดทำตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ ในงานห้องสมุด การจัดทำตารางสอ น เป็นต้น
ตัวอย่างในการประยุกต์ด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมรายงานการลงทะเบียนเรียน โปรแกรมตรวจข้อสอบ เป็นต้น


2 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม
คอมพิวเตอร์สามารถจะทำงานในด้านวิศวกรรมได้ตั้งแต่ขั้นตอนการลอกเขียนแบบ จนกระทั่งถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆ ต ลอดจน ช่วยคำนวณโครงสร้าง ช่วยในการวางแผน และควบคุมการสร้าง

3 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์
คอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี เครื่องมือการทดลองต่างๆ แม้กระทั่งการเดินทางของยานอวกาศต่างๆ การถ่ายพื้นผิวโลกบนดาวอังคาร เป็นต้น

4 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากมาย มีความรวดเร็ว และถูกต้อง ทำให้สามารถได้ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจในการ ดำเนินธุรกิจ ตลอดจนงานทางด้านเอกสารงานพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น

5 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร
ในแวดวงธนาคารนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะธนาคารจะมีการนำข้อมูล < Transaction > เป็นประจะทุกวัน การหาอัตราดอกเบี้ยต่างๆ นอกจากนี้การใช้บริการ ATM ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนเงินได้จากเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งมำให้สะดวกแก่ผู้ใช้บริการเป็น< wbr>อย่างยิ่ง และเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน

6 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก ปัจจุบันเห็นได้ว่า ได้มีธุรกิจร้านค้าปลีกหรือที่เรียกว่า " เฟรนไซน์" เป็นจำนวนมาก ได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการ ให้บริการลูกค้า เช่น ให้บริการชำระ ค่าน้ำ - ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีการ online ระหว่างร้านค้าเหล่านั้นกับหน่วยงานนั้นๆ เพื่อสามารถตัดยอดบัญชีได้ เป็นต้น


7 . บทบาทคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์ คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการเก็บประวัติของคนไข้ ควบคุมการรับ และจ่ายยา ตลอดจนยังอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัด บันทึกการเต้นของหัวใจ ตรวจคลื่นสมอง และด้านการหาตำแหน่งของอวัยวะก่อนการผ่าตัด เป็นต้น

8 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการคมนาคม และการสื่อสาร
ในยุคปัจจุบัน เราเรียกว่าเป็นยุคที่เป็นการสื่อสารแบบไร้พรมแดน จะเห็นได้ว่ามีการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ในเคร ือข่ายสาธาระณะที่เรียกว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารกับทุกคนได้ทั่วมุมโลก โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ และยังมีโปรแกรม< wbr>ที่สามารถจะใช้ในการพูดคุยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันใช้คุยกัน หรือจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สื่อสารกับเครื่องโทรศัพท์ที่บ ้านหรือที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการส่ง pager ในปัจจุบันสามารถส่งทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องลูกได้ เป็นต้น


สำหรับการใช้คอมพิวเตอร์ในทางโทรคมนาคมจะเห็นว่าปัจจุบันการจองตั๋วเครื่องบินจะมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นจำนวนมาก รวมถึงการจองตั๋วผ่านทาง Internet ด้วยตนเอง เห็นได้ว่าเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ และนอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายของสายการบินทั่วโลก ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกจองได้ตามสายการบินต่างๆ เป็นต้น



ตัวอย่าง การตรวจสอบราคาค่าโดยสารและเวลาของแต่ละเที่ยวบินผ่านทาง internet

9 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานด้านอุตสาหกรรม
ในวงการอุตสาหกรรมนับได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การวางแผนการผลิต กำหนดเวลาการผลิต จนกระทั่งถึงการผลิตสินค้า ควบคุมระบบ การผลิตทั้งหมด
ในรายงานทางอุตสาหกรรมได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมการ ทำงานของเครื่องจักร เช่น การเจาะ ตัด ไส กลึง เป็นต้น ตลอดจนโรงงานผลิตรถยนต์ ก็จะใช้ หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการทาสี พ่นสี รวมถึงการประกอบนรถยนต์ เป็นต้น

10 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ
คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้ในงานทะเบียนราษฏร์ ช่วยในการนับคะแนนการ เลือกตั้ง และการประกาศผลเลือกตั้ง การคิดภาษีอากร การเก็บข้อมูล สถิติสัมมโนประชากร การเก็บเงินค่าไฟฟ้า น้ำประปา ค่าใช้โทรศัพท์ เป็นต้น

เครดิต
http://www.school.net.th/library/snet1/network/life/index.html

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

แนวทางในการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

คำอธิบายรายวิชาการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
จัดให้มีกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพในด้านการรับรู้ลักษณะและโอกาสของการประกอบวิชาชีพ การพัฒนาตัวผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ แรงจูงใจ และคุณลักษณะที่เหมาะสมกับวิชาชีพ โดยการกระทำในสถานการณ์หรือรูปแบบต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานในวิชาชีพนั้นๆ
แนวทางในการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
1. เตรียมการและปฐมนิเทศนักศึกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้ไปศึกษาและสังเกตสถานประกอบการ
2. ศึกษาดูงานโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ ในลักษณะ
- ดู - สัมภาษณ์
- ฟัง - สังเกตฃ
- ซักถาม
ในรื่องต่อไปนี้
- สภาพทั่วไปของสถานประกอบการหรือโรงงาน
- การปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือโรงงาน
- การบริหารและบริการของสถานประกอบการหรือโรงงาน
- ศึกษาการปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือโรงงาน
- ภารกิจของสถานประกอบการ
- พฤติกรรมของพนักงาน
ฯลฯ
3. เชิญวิทยากรจากสถานประกอบการหรือโรงงานมาให้ความรู้เกี่ยวกับการฝึกปฏิบัติงาน
4. สร้างสถานการจำลองเพื่อฝึกในการแก้ปัญหาการปฏิบัติงาน เช่น
- กรณีศึกษา
- วิเคราะห์จากสถานการณืจำลอง เช่น V.D.O
5. จัดประสบการณ์เสริมในด้านที่นักศึกษายังขาด เช่น
- ความรูเกี่ยวกับงานที่จะไปฝึก
- เทคนิควิธีการปฏิบัติงาน
- คุณลักษณะอื่น ๆ เช่นคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ฯลฯ
6. ควรมี V.D.O เกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้องให้นักศึกษาดู


ข้อแนะนำในการเขียนรายงานการฝึกงาน

รายงานการฝึกงาน ควรประกอบด้วย
1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงาน ได้แก่
1.1 ชื่อ ที่ตั้ง และประวัติความเป็นมาโดยย่อ พร้อมนโยบายหรือเป้าหมายของการดำเนินงานหรือประกอบการ
1.2 ลักษณะและวิธีการของการดำเนินงานหรือประกอบการ เช่น เป็นหน่วยผลิต หรือหน่วยบริการ ใช้ปัจจัยใดเพื่อการผลิตปริมาณการผลิตเป็นเท่าใด และอย่างไร
1.3 ระบบการบริหารและอัตรากำลัง โดยแสดงแผนผังการแบ่งสายงาน หน้าที่ความรับผิดชอบหน่วยงานย่อยแต่ละหน่วยงาน และให้แสดงข้อคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่
1.4 เขียนแผนผัง ของสถานที่ฝึกงาน แสดงบริเวณและตำแหน่งของหน่วยงานย่อยที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ
2. ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการฝึกงานของนักศึกษา ได้แก่
2.1 หน่วยงานย่อยที่นักศึกษาได้รับมอบหมายให้ประจำการ
2.2 หน้าที่รับผิดชอบหน่วยงายย่อย
2.3 หน้าที่รับผิดชอบของนักศึกษา โดยระบุขอบข่ายของงานและกิจการต่าง ๆ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
2.4 บุคคลและหรือหน่วยงานอื่นที่ต้องเกี่ยวข้องในหารปฏิบัติหน้าที่
2.5 เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการประกอบหน้าที่ โดยบรรยายสภาพ กำลังการผลิตปัญหาเครื่อง และเปรียบเทียบกับเครื่องอื่น (ที่รู้)
2.6 นโยบายและวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานย่อย เช่น มาตรการควบคุมปลอดภัย การควบคุมคุณภาพ นโยบายการบำรุงรักษา การายงานผลการปฏิบัติงาน
2.7 ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอยโดยเน้นที่เป็นผลให้การปฏิบัติงานขาดประสิทธิภาพ เช่น การประสานงาน การจ่ายงาย กาติดตามงาน ความล้าสมัยของเครื่องจักร อุปกรณ์ คุณภาพของผลผลิต
3. ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ
3.1 ประสบการณืด้านวิชาชีพในเชิงปฏิบัติที่คิดว่าได้รับ
3.2 ความสำคัญของมนุษยสัมพันธ์ในการปฏิบัติงาน
3.3 แนวทางหรือผ่อนคลายปัญหาและอุปสรรคที่พบเห็นตามข้อที่ 2.7

วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

F-22 สุดยอด (หรือเปล่า) เครื่องบินรบของอเมริกา


F-22 ฝูงบินพร้อมรบฝูงแรกที่ฝูงบินขับไล่ที่ 27 Langley Air Force Base, Virginia


หลังจากพูดเรื่องอาวุธไทย ๆ ใกล้ตัวมามากแล้ว ผมลองเปลี่ยนแกนมาพูดเรื่องอาวุธต่างประเทศบ้างดีกว่าครับ และผมว่า F-22 นี่แหละเหมาะที่สุด เพราะมันเพิ่งเข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

F-22 ถือได้ว่าเป็นเครื่องบินแบบใหม่ล่าสุดของกองทัพอากาศสหรัฐที่นับได้ว่ามีประวัติการพัฒนายาวนานมาก โดยเครื่องต้นแบบ YF-22 ของ Lockheed Martin ซึ่งชนะเครื่องต้นแบบ YF-23 ของ Northrop Gramman นั้นขึ้นบินเครั้งแรงในปี 1980 จนถึงวันนี้ก็ 26 ปีพอดีจึงจะสามารถจัดตั้งฝูงบินพร้อมรบได้ (หมายความว่า F-22 พร้อมเข้าสู่สงคราม)



สหรัฐนั้นเริ่มโครงการ F-22 ด้วยความกังวลเกี่ยวกับเวหานุภาพของโซเวียตที่นักวิเคราะห์คาดการกันว่าถ้าเครื่องบินทั้งหมดของโซเวียตเข้าโจมตีสหรัฐแล้ว เครื่องบินทั้งหมดของสหรัฐจะต้องถูกทำลายภายในเวลาแค่ 17 วัน หนทางเดียวที่สหรัฐคิดออกในขณะนั้นคือสร้างเครื่องบินที่บินได้เร็ว สูง และที่สำคัญ "ตรวจจับได้ยาก" (สังเกตุว่าผมไม่ใช้คำว่าตรวจจับไม่ได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีเครื่องไหนสามารถทำได้) โครงการนี้ยังถูกเร่งให้เร็วขึ้นอีกด้วยเหตุการณ์การฝึกที่ Cope India 2004 ที่ F-15 ของอเมริกาถูก Su-30MK3 ของอินเดีย "ยิงร่วง" ยกหมู่ จึงทำให้เหล่านายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมมีความหวั่นใจเป็นอย่างมาก จึงทำให้เจ้า F-22 ลืมตาดูโลกได้ในปีนี้

หลังจากหมดเงินไป 41พันล้านเหรียญและความต้องการขั้นต้นที่ประมาณ 800 เครื่อง กองทัพอากาศสหรัฐถูกตัดลดงบประมาณลงเรื่อยมาจนทำให้สามารถซื้อได้แค่ 183 เครื่องเท่านั้น (7 ฝูงบิน) เนื่องจากราคาต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นจากประมาณการมาก แถมการผลิตแต่น้อยจึงทำให้ F-22 มีราคาค่างวดที่แพงระยับที่ 180 ล้านเหรียญต่อเครื่อง ทางกองทัพอากาศเกรงว่าจะมีเครื่องบินไม่เพียงพอต่อภัยคุกคาม แต่กระทรวงกลาโหมก็อ้างเรื่องงบประมาณและลึก ๆ แล้วกระทรวงกลาโหมยังต้องการให้การผลิตและการซื้อ F-35 นั้นไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเทคโนโลยีบางส่วนของ F-35 ใหม่กว่าและมีประสิทะภาพสูงกว่า F-22 แต่มีราคาถูกกว่าแค่เครื่องละ 40 กว่าล้านเหรียญเท่านั้น



F-22 นั้นเคยถูกเรียกว่า F/A-22 เพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพในการโจมตีภาคพื้น แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนเป็น F-22 เหมือนเดิมด้วยเหตุผลที่จะได้ทำตามประเพณีเดิมที่เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศนั้นจะใช้ตัวอักษร F และทุกแบบก็มีความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีอักษร A แต่ประการใด
F-22 นั้นมีความสามารถในการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยไม่ต้องเปิด Afterburn ซึ่งเรียกความสามารถนี้ว่า "Super Cruise" ทำให้ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไปได้มากทีเดียว โดย F-22 มีรัศมีปฏิบัติการที่ 1000 กิโลเมตร มีเรด้าห์ AN/APG-77 AESA (Active Electronic Scan Array) ที่ทันสมัย มีระบบ Datalink โดยมีลักษณะการทำงานแบบเดียวกับระบบ Datalink ที่ติดตั้งอยู่ใน JAS-39 Gripen (สนใจลักษณะการทำงานกรุณาคลิ้กไปดูบทความเรื่องJAS-39 ครับ) F-22 สามารถบินได้ที่ความสูงที่สูงถึง 66,000 ฟุต เรียกได้ว่าสูงกว่าเครื่องบินแบบอื่น ๆ ประมาณ 10,000 ฟุตเลยทีเดี


เครดิต

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=skyman&month=04-2006&date=15&group=1&gblog=32

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

นักวิจัยเผยนั่งทำงานติดหน้าต่างเสี่ยงแก่ลง 10 ปี






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หนุ่มสาววัยทำงานที่นั่งทำงานติดกับหน้าต่าง อาจจะรู้สึกดีที่ได้มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อพักสายตาจากการทำงานที่ต้องจับจ้องอยู่กับคอมพิวเตอร์ทั้งวัน หรือที่มากไปกว่านั้น การมองออกไปนอกหน้าต่าง อาจทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า แม้ว่าการนั่งทำงานติดกับหน้าต่างจะทำให้คุณรู้สึกสบายตามากแค่ไหน แต่คุณจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า มากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นและแน่นอน การนั่งทำงานติดกับหน้าต่างไปนาน ๆ จะทำให้คุณดูแก่กว่าเพื่อนร่วมงานถึง 10 ปีโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียวล่ะ

จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอซองซง ประเทศฝรั่งเศส พบว่า แสงแดดมีผลกระทบโดยตรงที่จะทำให้ผิวเสื่อมสภาพและเกิดริ้วรอย โดยเฉพาะรังสียูวีเอ ที่ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยหมวกหรือแว่นกันแดดนั้น ยิ่งเป็นอันตรายต่อผิวอย่างมาก ซึ่งหากคุณนั่งทำงานติดกับหน้าต่าง รังสียูวีเอจะส่องผ่านเข้ามาและค่อย ๆ ทำลายผิวหนังของคุณ และมันก็ทำให้ผิวเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอย มากกว่าพนักงานที่นั่งในตำแหน่งอื่นถึง 300 เปอร์เซ็นต์


นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่หนุ่มสาวที่นั่งทำงานติดหน้าต่างเท่านั้น แต่ผู้ที่ต้องนั่งอยู่ในรถเป็นเวลานานขณะเดินทางมาทำงานก็เช่นกัน เพราะผิวจะสัมผัสกับยูวีเอได้ง่ายและสะสมในแต่ละวัน เผลอ ๆ ยังได้รับยูวีเอในปริมาณมากกว่าผู้ที่นั่งทำงานติดหน้าต่างเสียอีก

ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังกล่าวสรุปว่า อายุของผิวนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณรังสียูวีเอที่ได้รับสะสมในแต่ละวัน ยิ่งเราสัมผัสกับแสงแดดแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้แก่ลงเร็วมากเท่านั้น โดยเฉพาะในฤดูร้อน จะสังเกตได้ว่าผิวจะคล้ำเสียได้มากกว่าฤดูอื่น ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องและยืดอายุผิว ควรทาครีมกันแดดป้องกันไว้ตลอดวัน หรือหากเป็นไปได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานติดหน้าต่าง หรือการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ จะดีที่สุด



ที่มา http://health.kapook.com/view16712.html

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

โกลเด้น รีทรีฟเวอร์


มาตราฐานสายพันธุ์

ลักษณะทั่วไป : โครงสร้างได้สัดส่วน และดูแข็งแกร่งทรงพลัง เป็นสุนัขที่มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ
เป็นสุนัขที่มีนิสัยค่อนข้างจะเป็นมิตรกับทุกๆ คน ดังนั้นจึงสามารถพาไปไหนมาไหนโดยไม่สร้างปัญหา มีความเฉลียวฉลาด ว่านอนสอนง่าย เป็นสุนัขที่มีความปราดเปรียวและอดทน ลีลาในการย่างก้าวหรือไหวเป็นไปด้วยความนิ่มนวล




อุปนิสัย : มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา ค่อนข้างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงโดยไม่มีเหตุผล มีขนาดปานกลาง ไม่เทอะทะเก้งก้างจนดูเกะกะ

ศีรษะ : กะโหลกใหญ่และกว้างโค้งได้รูปสวยงาม ไม่หยักเป็นร่องลึกหรือโหนกนูนจนมีลักษณะเป็นรูปโดม ช่วงรอยเชื่อมระหว่างจมูก ปาก และหน้าผาก มีความลาดเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับหัก หรือเชื่อมต่อเป็นเส้นตรงเดียวกัน ใบหน้าลึกและกว้างขนาดพอๆ กับศีรษะ, สันจมูก, ปาก เป็นเส้นตรงเวลามองจากด้านข้างปลายจมูก ปากค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นรับกับขนาดของกะโหลกศีรษะ ลักษณะรูปทรงคล้ายลิ่มแลดูแข็งแกร่ง หนังย่นบริเวณหน้าผากอนุโลมให้มีได้ แต่ลักษณะของใบหน้าที่สวยงาม หนังบริเวณใบหน้าควรจะเรียบตึง

ฟัน : ต้องขบกันได้แนบสนิทเหมือนกรรไกร โดยฟันด้านหน้าแถวบนขบเกยอยู่ด้านนอก ซึ่งลักษณะของฟันสำหรับสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีหน้าที่ในการเก็บหรือคาบเหยื่อ ดังนั้นอำนาจในการขบกัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากสุนัขมีฟันหน้าชุดบนและชุดล่างขบเสมอกันพอดีเหมือนประตูลิฟท์ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ยังพออนุโลมผ่อนผันให้ได้ เว้นแต่ฟันหน้าชุดล่างขบเกยอยู่ด้านนอก หรือฟันหน้าชุดบนและล่างขบเกยไม่สนิทกันถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง ถ้าฟันมีคราบหินปูนเกาะ ฟันผุ หรือฟันมีลักษณะเว้าแหว่งถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงเช่นกัน

จมูก : จะต้องเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล ส่วนจะเข้มหรืออ่อนก็ขึ้นอยู่กับสีขน แต่ถ้าจมูกเป็นสีชมพูถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

หู : หูควรสั้นพอประมาณ ใบหูมีลักษณะห้อยปกลงแนบกับส่วนแก้ม รูปทรงค่อนไปทางรูปสามเหลี่ยม ปลายมน เวลาดึงใบหูไปด้านหน้าความยาวของใบหู หูควรปกคลุมลูกตาได้พอดี แต่ถ้าหากฐานใบหูตั้งอยู่ในตำแหน่งต่ำเกินไป หรือหูมีลักษณะเหมือนสุนัขในกลุ่มฮาวน์ หรือดัชชุน ถือเป็นข้อบกพร่อง




ลำคอ : ควรยาวพอประมาณ ลำคอควรตั้งบนหัวไหล่ แลดูมั่นคงกล้ามเนื้อแลเห็นเด่นชัด ขนบริเวณรอบคอห้ามมีการตกแต่ง คอต้องไม่มีเหนียงยื่นโผล่ออกมา

ลำตัว : โครงสร้างลำตัวกระชับได้สัดส่วน อกลึกและกว้าง ความกว้างของอกอย่างน้อยควรมีขนาดพอๆ กับ ฝ่ามือของผู้ชายวางทาบเสมอพอดี ส่วนความลึกของอกควรลึกเสมอข้อศอกขาหน้า กระดูกซี่โครงควรโค้งได้รูปแข็งแรง โดยส่วนแผ่นหลังจะแลดูหนากว่าใต้ท้อง ลำตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีความลึกและหนาแลดูบึกบึน แผ่นหลังเรียบตรง โดยมีลักษณะลาดเทจากหัวไหล่ ไปทางบั้นท้ายเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นเวลายืนนิ่งๆ หรือกำลังเคลื่อนไหว โกลเด้น รีทรีฟเวอร์มีหน้าอกเล็กแคบ อกตื้น เส้นหลังแอ่นหรือลาดเทมากเกินไป หรือก้นโด่ง ลำตัวบอบบางเกินไป เวลาเคลื่อนไหวเส้นหลังแกว่ง แลดูขาดความแข็งแกร่งล้วนเป็นข้อบกพร่อง

อุ้งเท้า : มีขนาดปานกลาง เป็นรูปทรงกลม อุ้งเท้ากระชับ นิ้งเท้าไม่กางแบะออกเหมือนตีนเป็ด ขนบริเวณใต้อุ้งเท้าควรได้รับการขลิบออก เพื่อช่วยให้การยึดเกาะมั่นคงยิ่งขึ้น นิ้วติ่งขาหน้าควรกำจัดออกให้หมด แต่โดยปกติจะไม่ค่อยปรากฏนิ้งติ่งให้เห็น โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เวอร์ที่มีอุ้งเท้าแบะหรืออุ้งเท้าแหลมคล้ายอุ้งเท้าของกระต่าย ถือเป็นข้อบกพร่อง

หาง : ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดต่อจากเส้นหลัง หางมีขนาดใหญ่โดยเฉพาะบริเวณโคนหางควรจะมีกล้ามเนื้อ ปกติหางจะมีลักษณะห้อยลงต่ำโค้งได้รูปกับสะโพก ความยาวของหางพอๆ กับมุมข้อศอกขาหลัง ในยามที่สุนัขที่ดีใจหางจะโบกสะบัดไปมา บางครั้งอาจงอม้วนขึ้นสูงเหนือระดับแผ่นหลัง

ลำตัวหน้า : เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเหมาะสมรับกับลำตัวส่วนหลังขณะที่เดินหรือวิ่ง การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ การก้างย่างของขาอยู่ในแนวเดียวกับรัศมีของหัวไหล่ กระดูกขามีขนาดค่อนข้างใหญ่และเหยียดตรง กระดูกข้อเท้าสั้นและแข็งแรง มีความลาดเอียงเพียงเล็กน้อย

ลำตัวหลัง : หนาและแข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ บั้นท้ายมีลักษณะลาดเทเล็กน้อย กระดูกขาท่อนบนทอดไปทางด้านหลัง ส่วนกระดูกขาท่อนล่างเหยียดตรงทำมุมฉากกับพื้น โดยขาท่อนล่าง(แข้ง)ยิ่งมีขนาดสั้นเท่าไหร่ย

ขน : ขนดกแน่น สามารถปกป้องน้ำได้เป็นอย่างดี ขนมี 2 ชั้น ขนชั้นนอกจะยาวและมีลักษณะค่อนข้างแข็ง แต่ไม่ถึงกับหยาบกระด้าง เส้นขนมีความยืดหยุ่นในตัว ถ้าหากขนมีลักษณะเส้นเล็กหรือไม่ดกแน่นถือเป็นข้อบกพร่อง ลักษณะของขนที่ถูกต้องจะต้องขึ้นแนบติดลำตัว ส่วนเส้นขนจะเหยียดตรงหรือหยักศกเล็กน้อยไม่เป็นข้อบกพร่อง สำหรับขนบริเวณด้านหลังของขาและใต้ท้องจะมีลักษณะค่อนข้างอ่อนนุ่มกว่าขนตามลำตัว โดยเฉพาะขนที่บริเวณใต้คอ ด้านหลังของต้นขาหลัง และขนใต้หาง จะมีลักษณะอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ ส่วนขนบริเวณศีรษะ ด้านหน้าของขา(หน้าแข้ง) และเท้าจะมีลักษณะสั้นและเรียบ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีเส้นขนยาวจนเกินไป ขนฟูเป็นกระเซิงไม่แนบติดกับลำตัว หรือมีขนเบาบางไม่ดกแน่น ขนเส้นเล็กล้วนถือเป็นข้อบกพร่อง การตัดแต่งขนจะตัดเฉพาะอุ้งเท้าเท่านั้น

สี : สีต้องเป็นสีน้ำตาลออกทอง ส่วนจะมีสีเข้มอ่อนไม่มีปัญหา ขนตามใบหน้าและลำตัวอาจจะมีเหลือบเทาหรือขาวก็ได้ แต่ถ้าเป็นรอยแต้มด่างสีขาว หรือมีขนสีขาวขึ้นแซมถือเป็นข้อบกพร่อง ยกเว้นโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีขนสีทองอ่อน ซึ่งมีสีจืดหรือจางมากๆ และสีขาวด่างที่ปรากฏแลดูกลมกลืนกับสีขน ก็ถือเป็นข้ออนุโลม และถ้าหากพื้นที่ของสีขนส่วนใหญ่มีสีซีดจางเกินไป หรือเข้มมากเกินไปก็ถือว่าเป็นข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือ ถามีขนออกไปทางโทนสีครีมอ่อนๆ หรือสีน้ำตาลไหม้ ขนส่วนนี้จะต้องมีพื้นที่เป็นเพียงส่วนน้อยของขนทั้งหมด คือจะต้องมีโทนสีเข้มกว่าหรืออ่อนกว่ามาช่วยเสริม และสีขนส่วนที่จะมาช่วยเสริมต้องครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า โกลเด้น รีทรีฟเวอร์บางสายพันธุ์ขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขอาจจะมีสีซีดจาง แต่เมื่อโตขึ้นสีก็จะเข้มขึ้นโดยธรรมชาติ สำหรับโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มีสีอ่อน นอกเหนือจากที่กล่าวมาล้วนถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง

การเคลื่อนไหว : การก้าวย่างเป็นไปอย่างอิสระ แลดูนุ่มนวลแต่ทรงพลังและสง่างาม เวลาที่วิ่ง ระยะการย่างก้าวของขาหน้าและขาหลังจะต้องมาบรรจบกันที่กึ่งกลางลำตัว เวลาเดินหรือวิ่งขาต้องไม่แกว่งหรือปัด ซึ่งในการประกวดการเคลื่อนไหวของโกลเด้น รีทรีฟเวอร์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ขนาด : เพศผู้ควรมีความสูงระหว่าง 23-24 นิ้ว(ความสูงวัดที่หัวไหล่ขาหน้า) ส่วนเพศเมียควรมีความสูงอยู่ในช่วงระหว่าง 21-22 นิ้ว หากความสูงน้อยกว่าหรือมากกว่ามาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 1 นิ้ว ถือเป็นข้ออนุโลม แต่ถ้าสูงหรือเตี้ยกว่าเกิน 1 นิ้ว จากเกณฑ์มาตรฐานถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงมาก สำหรับความยาวของลำตัวโดยวัดจากหน้าอกถึงบั้นท้าย ควรมีสัดส่วนความยาวมากกว่าความสูงเล็กน้อย คือ สัดส่วน 12 :11 ส่วนน้ำหนักของสุนัขเพศผู้ควรอยู่ในช่วงระหว่าง 65-75 ปอนด์ สำหรับเพศเมีย 55-56 ปอนด์

อารมณ์ : ควรมีความเป็นมิตรกับทุกๆ คน ไม่มีนิสัยขี้หวาดระแวงและดูน่าเชื่อไว้วางใจได้ ไม่มีนิสัยก้าวร้าวดุร้าย แต่ก็ไม่ขี้ขลาดตาขาว


เครดิต

http://women.sanook.com/pets/breed/dogs_44626.php