วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

เพนกวิน


เพนกวิน(Penguin) จัดอยู่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชั้นสัตว์ปีก มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณขั้วโลกใต้ มีปีกแบนเอาไว้พายว่ายน้ำ ชอบกินปลา ตัวเมียออกลูกเป็นไข่ให้ตัวผู้กก

Penguins (latSpheniscidae ) เป็น ครอบครัว ของ น้ำ neletećih นก, ที่อยู่ ส่วนใหญ่ ใน ซีกโลก ใต้รวมถึง หก จำพวก กับ 17 หรือ 20 สายพันธุ์, ขึ้นอยู่กับ ผู้เขียน เพนกวิน สามารถปรับตัว กับชีวิต ในน้ำ ด้วยปีก ที่มีการ พัฒนา ใน กระเพื่อมขน สีดำ บน หลัง ของพวกเขา ในขณะที่ ท้อง สีขาว อาหาร ครัสเตเชีย, ปลา, ปลาหมึก และ สัตว์น้ำ อื่น ๆ ที่ รัก ในขณะที่ ว่ายน้ำ ใต้น้ำ ใต้น้ำ ใช้ เกือบครึ่ง ชีวิต

แต่ ทุก ชนิด เพนกวิน ที่เกิด ในพื้นที่ภาคใต้ พวกเขา ไม่เพียง อาศัยอยู่ในพื้นที่ ที่มี สภาพ อากาศ เย็น เช่น ทวิปแอนตาร์กติกาแท้จริง เพียง ไม่กี่ ชนิด ของ เพนกวิน อาศัยอยู่ ใต้ มาก หลาย ชนิด อาศัยอยู่ใน เขต หนาว และ หนึ่ง ชนิด เพนกวิน กาลาปากอส, ชีวิต ใกล้ เส้นศูนย์สูตร.

ชนิด ที่ใหญ่ที่สุดใน ชีวิต คือ เพนกวินจักรพรรดิ ตัวแทน ใหญ่ที่สุด ของ ชนิด นี้ เกี่ยวกับ 1.1 ฟุต สูง และ น้ำหนัก ประมาณ 35 กก. ชนิด ที่เล็กที่สุด ของ นกเพนกวิน เป็น Little Penguinสมาชิก ใคร มี ประมาณ 40 ซม. สูง และ น้ำหนัก 1 กก. ขนาดใหญ่ ชนิด เพนกวิน inhabiting อาหารว่าง เย็น ในขณะที่ เพนกวิน น้อย จะพบ ในบริเวณ เขตร้อน ปานกลาง หรือ แม้แต่ บาง ชนิด ก่อนประวัติศาสตร์ ของ นกเพนกวิน เป็น สัดส่วน ถึง ยักษ์ สูง และ น้ำหนัก เป็น คน ผู้ใหญ่

เครดิต

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

โคอาล่า



โคอาล่าไม่ใช่สัตว์ในตระกูลหมี แต่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์จำพวกจิงโจ้ ตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้อง สำหรับให้ลูกอ่อนอาศัยอยู่ จากการที่มันมัลักษณะรูปร่าง หน้าตาเหมือนหมี ทำให้คนส่วนมากเรียกมันว่า หมีโคอาล่า

ประวัติ
ค.ศ. 1798 มีบันทึกครั้งแรกสุดที่พบโคอาล่า พบโดยชาวยุโรปชื่อ John Price ค.ศ. 1803 ข้อมูลรายละเอียดของโคอาล่าเริ่มถูกตีพิมพ์ใน Sydney Gazette ค.ศ. 1816 นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส Blainwill ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ ชื่อว่า Phascolarctos ซึ่งมาจากภาษากรีก โดยเกิดจากคำ 2 คำ รวมกัน คือคำว่า กระเป๋าหน้าท้องของจิงโจ้ และคำว่า หมี (leather pouch และ bear) ต่อมานักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน Goldfuss ได้ตั้งชื่อที่เฉพาะเจาะจงลงไปเป็น cinereus ซึ่งหมายถึง สีขี้เถ้า

ขนาดและน้ำหนัก
โคอาล่าที่อยู่ทางตอนใต้จะมีขนาดใหญ่กว่าที่อื่น โดยตัวผู้สูงประมาณ 30.8 นิ้ว หรือ 78 ซ.ม. ในขณะที่ตัวเมียสูงประมาณ 28 นิ้ว หรือ 72 ซ.ม. โคอาล่าที่อยู่ทางตอนใต้ ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 26 ปอนด์ หรือ 11.8 กิโลกรัม ในขณะน้ำหนักเฉลี่ยของตัวเมียอยู่ที่ 17.4 ปอนด์ หรือ 7.9 กิโลกรัม โคอาล่าที่อยู่ทางตอนเหนือ ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 14.3 ปอนด์ หรือ 6.5 กิโลกรัม ในขณะน้ำหนักเฉลี่ยของตัวเมียอยู่ที่ 11.2 ปอนด์ หรือ 5.1 กิโลกรัม โคอาล่าแรกเกิดมีน้ำหนักเพียง 0.5 กิโลกรัม เท่านั้น ลักษณะขน โคอาล่าที่อยู่ทางตอนใต้มีขนที่หนาเหมือนขนแกะ บริเวณหลังจะมีขนที่หนาและยาวกว่าบริเวณท้อง โคอาล่าที่อยู่ทางตอนเหนือมีขนที่สั้นกว่า โคอาล่ามีขนหนาที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆในตระกูลจิงโจ้ ขนมีสีเทา ถึง น้ำตาลปนเหลือง และมีสีขาวบริเวณคาง หน้าอก และด้านหน้าของแขน-ขา ขนบริเวณหูมีลักษณะเป็นปุย และมีขนสีขาวที่ยาวกว่าบริเวณอื่น

ลักษณะขน
โคอาล่าที่อยู่ทางตอนใต้มีขนที่หนาเหมือนขนแกะ บริเวณหลังจะมีขนที่หนาและยาวกว่าบริเวณท้อง
โคอาล่าที่อยู่ทางตอนเหนือมีขนที่สั้นกว่า

โคอาล่ามีขนหนาที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆในตระกูลจิงโจ้ ขนมีสีเทา ถึง น้ำตาลปนเหลือง และมีสีขาวบริเวณคาง หน้าอก และด้านหน้าของแขน-ขา ขนบริเวณหูมีลักษณะเป็นปุย และมีขนสีขาวที่ยาวกว่าบริเวณอื่น



ถิ่นที่อยู่อาศัย
โคอาล่าอาศัยอยู่ในป่าที่มีต้นยูคาลิปตัส ปัจจุบันเราพบโคอาล่าที่ ควีนแลนด์ นิวเซาท์เวลล์ วิคตอเรีย และ ออสเตรเลียตอนใต้

ศัตรู
ศัตรูที่สำคัญคือ มนุษย์ ซึ่งล่าเอาขนของมัน

อาหาร
โคอาล่ากินใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร ฟันและระบบย่อยอาหารถูกพัฒนามาให้สามารถกินและย่อยใบยูคาลิปตัสได้ ใบยูคาลิปตัวมีสารอาหารน้อยมาก และยังมีสารที่มีพิษต่อสัตว์ แต่ระบบย่อยอาหารของโคอาล่ามีการปรับตัว ทำให้สามารถทำลายพิษนั้นได้ โคอาล่ามีอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการย่อยไฟเบอร์ (ส่วนประกอบหลักของใบยูคาลิปตัส) ยาวมากถึง 200 ซ.ม. ที่บริเวณอวัยวะนี้ จะมีแบคทีเรียที่ช่วยในการย่อยไฟเบอร์ให้กลายเป็นสารอาหารที่ดูดซึมได้ อย่างไรก็ตาม โคอาล่ามีการดูดซึมสารที่ได้จากการย่อยไฟเบอร์ไปใช้เพียงแค่ 25 % ของที่มันกินไปเท่านั้น ส่วนน้ำในใบยูคาลิปตัสส่วนใหญ่ถูกดูดซึม ทำให้โคอาล่าไม่ค่อยหาน้ำกินจากแหล่งน้ำ

ส่วนใหญ่โคอาล่ากินใบยูคาลิปตัวประมาณวันละ 200 ถึง 500 กรัม

โดยปกติมันจะนอนถึง 16-18 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อรักษาพลังงานไว้


การสืบพันธุ์
ฤดูการสืบพันธุ์ของโคอาล่าอยู่ในช่วงกันยายน ถึง มีนาคม ตัวเมียเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 3 ถึง 4 ปี และมักมีลูกปีละตัว แต่ทั้งนี้อาจมีลูกปีเว้นปี หรือ ปีเว้น 2 ปี ก็ได้ ขึ้นกับอายุของตัวเมียและสภาพแวดล้อม

อายุขัยเฉลี่ยของโคอาล่าตัวเมียประมาณ 12 ปี ทำให้มีลูกได้อย่างมาก 5 -6 ตัว ตลอดอายุขัยของมัน มันใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 34-36 วัน ลูกโคอาล่าที่เกิดใหม่ มีความยาวเพียง 2 ซ.ม. และมีน้ำหนักไม่ถึง 1 กรัม ผิวหนังสีชมพู ไม่มีขน ยังไม่ลืมตา และยังไม่มีหู ลูกโคอาล่าจะอาศัยอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่ และกินนมแม่อยู่นาน 7-8 เดือน

หลังจากอายุได้ 6-7 สัปดาห์ ลูกโคอาล่ามีความยาวของหัวประมาณ 26 ม.ม. และเมื่อเริ่มสัปดาห์ที่ 13 จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 50 กรัม และมีความยาวของหัวเพิ่มขึ้นเป็น 50 ม.ม.

เมื่ออายุได้ 22 สัปดาห์ ตาของลูกโคอาล่าจะเริ่มเปิด และมันจะเริ่มโผล่หัวออกมาจากกระเป๋าหน้าท้องของแม่ พออายุได้ 24 สัปดาห์ จะมีขนเต็มตัว และฟันซีกแรกเริ่มงอก

สัปดาห์ที่ 30 ลูกโคอาล่าจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 ก.ก. และมีขนาดของหัวยาว 70 ม.ม. ตอนนี้มันเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ข้างนอกกระเป๋าหน้าท้องของแม่

สัปดาห์ที่ 36 ลูกโคอาล่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 1 ก.ก. และไม่เข้าไปอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องแม่อีกแล้ว ส่วนมากมันมักจะเกาะอยู่ที่หลังของแม่ แต่ในช่วงอากาศหนาว หรืออากาศชื้น มันก็จะกลับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่อีก

สัปดาห์ที่ 37 ลูกโคอาล่าเริ่มออกห่างจากแม่เพื่อเดินเที่ยวเล่น แต่ยังอยู่ในระยะใกล้ๆ

สัปดาห์ที่ 44 ลูกโคอาล่ากล้าเดินออกมาไกลมากขึ้น แต่ยังไปเกินระยะทาง 1 เมตร ที่ห่างจากแม่

สัปดาห์ที่ 48 ลูกโคอาล่ายิ่งมีความอยากผจญภัย หรืออยากรู้อยากเห็นยิ่งขึ้น และไม่ส่งเสียงร้องอีกแล้วเมื่อแม่ของมันเดินห่างออกไป มันจะอยู่กับแม่ของมันถึงอายุประมาณ 1 ปี ซึ่งช่วงนี้มันจะมีน้ำหนัก 2 ก.ก. กว่าเล็กน้อย

อายุขัย
ขึ้นกับปัจจัยรอบข้าง โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 13-18 ปี

การติดต่อสื่อสาร
โคอาล่าใช้เสียงในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเสียงที่ใช้มีหลายลักษณะ โดยทั่วไปตัวผู้มักส่งเสียงร้องดังเพื่อประกาศหรือบอกบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ ในขณะที่ตัวเมียจะไม่ค่อยส่งเสียงร้อง ตัวเมียจะส่งเสียงร้องดังเมื่อมีอาการกร้าวร้าว สำหรับโคอาล่าตัวเมียที่มีลูกอ่อน จะใช้เสียงที่มีความอ่อนโยนกับลูกของตนเอง เมื่อเกิดความกลัวขึ้น โคอาล่าทั้งตัวผู้และตัวเมียจะใช้ส่งเสียงคล้ายเสียงเด็กร้องไห้

นอกจากนี้ โคอาล่ายังใช้กลิ่นของตนเองทำเครื่องหมายตามต้นไม้ที่ต่างๆ ในการติดต่อ


เครดิต

http://www.bearandbuddy.com/koala.asp

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

การเลือกต้นไม้ให้เป็นมงคลตามราศีเกิด

ด้วยลักษณะอุปนิสัยและพื้นฐานของคนเรามีความแตกต่างกัน


ราศีที่เราเกิดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างแต่ละคน






การเลือกต้นไม้ที่จะปลูกในบ้านของเรา ให้เป็นมงคลตามราศีเกิด
จะว่าไป ก็เป็นสิ่งที่เรียนรู้ไว้ก็ไม่เสียหาย
วากันว่า การปลูกต้นไม้ที่เป็นมงคล ตรงกับราศีเกิดของเรานั้น
จะช่วยเสริมข้อดี ข้อเด่น และลบข้อด้อย จุดด้อย
ประกอบกับจะช่วยให้มีโชคลาภวาสนาที่ดีคอยเกื้อหนุนเรา
ทีนี้ มาดูพื้นฐานลักษณะนิสัย ตามราศีที่เราเกิด ทั้ง 12 ราศี


และต้นไม้มงคลที่แต่ละราศีควรปลูกไว้ประจำบ้านกันดีกว่าครับ

ราศีมังกร (ผู้ที่เกิด 16 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์)


ชาวราศีมังกร รักอิสระ ชอบศึกษาเรียนรู้ และมีความคิดสร้างสรรค์

ชอบเป็นผู้นำ ไม่ชอบเป็นผู้ตาม ฉลาด ขยัน และอดทน

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีมังกร คือ ต้นไผ่ ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง อดทน

ต้นวาสนา, โป๊ยเซียน และ กุหลาบ ช่วยให้มีโชคลาภ วาสนา และความร่ำรวย



ราศีกุมภ์ (ผู้ที่เกิด 16 กุมภาพันธ์ – 15 มีนาคม)

ชาวราศีกุมภ์ มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว มีความคิดสร้างสรรค์ดี

และหากเข้าสังคม สามารถปรับตัวได้เก่ง

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีกุมภ์ คือ บอนไซ เป็นไม้ที่บอกตัวตนของคนราศีกุมภ์

ต้นเข็ม ช่วยเสริมพลังความคิด และ ต้นเฟื่องฟ้า ช่วยเสริมความก้าวหน้า ฐานะ

.....

ราศีมีน (ผู้ที่เกิด 16 มีนาคม – 15 เมษายน)

ชาวราศีมีน เป็นคนฉลาด ชอบคิด เรียนรู้ แก้ปัญหาเก่ง มีเป้าหมายชีวิตชัดเจน

ไม่ย่อท้อหรือยอมแพ้ง่ายๆ แต่เป็นคนขี้สงสาร ใจอ่อน

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีมีน คือ ต้นกล้วยและมะม่วง เสริมดวงและศักยภาพ

ต้นวาสนา และ เฟื่องฟ้า ช่วยเสริมให้มีโชคลาภ ชีวิตราบรื่นและมั่นคง

.....

ราศีเมษ (ผู้ที่เกิด 16 เมษายน – 15 พฤษภาคม)

ชาวราศีเมษ เป็นคนรักการเดินทาง ชอบความเสี่ยง

มั่นใจในตนเอง กล้าตัดสินใจ มีเหตุผล พูดจาตรงไปตรงมา

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีเมษ คือ มะยม และมะขาม ช่วยเสริมศักยภาพ

ต้นเฟื่องฟ้า ช่วยเสริมให้ ชีวิตราบรื่น และประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

.....

ราศีพฤษภ (ผู้ที่เกิด 16 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน)

ชาวราศีพฤษภ เป็นคนชอบทำงาน พูดเก่ง มีสเน่ห์ ใจกว้าง

และมีมนุษยสัมพันธ์ดี

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีพฤษภ คือ ต้นโมก ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ

ต้นแกว และ ต้นส้มโอ ช่วยเสริมให้มีบารมี โชคลาภ ไม่ขัดสนเรื่องเงิน

.....


ราศีเมถุน (ผู้ที่เกิด 16 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม)

ชาวราศีเมถุน เป็นคนชอบเบื่อง่าย ชอบเดินทาง ชอบธรรมชาติ

มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ละเอียดรอบคอบ ชอบเป็นผู้นำ

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีเมถุน คือ ต้นเข็ม ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ

ต้นทับทิม โป๊ยเซียน กุหลาบ ช่วยเสริมโชคลาภ เสริมบารมี ให้สุขสงบ ร่มเย็น

.....

ราศีกรกฏ (ผู้ที่เกิด 16 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม)

ชาวราศีกรกฏ เป็นคนขยัน อดทน และมุ่งมั่น ค่อนข้างไว้ตัวและหยิ่ง

รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย และค่อนข้างขี้บ่น จุกจิกจู้จี้

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีกรกฏ คือ กล้วยไม้ ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ

ต้นชมพู่ เฟื่องฟ้า และพลูด่าง ช่วยเสริมโชควาสนา เงินทองไม่ขัดสน

.....

ราศีสิงห์ (ผู้ที่เกิด 16 สิงหาคม – 15 กันยายน)

ชาวราศีสิงห์ ชอบเป็นผู้นำ เป็นคนเข้มแข็ง อดทน ไม่ย่อท้อง่าย

ชอบความท้าทาย เป็นคนไม่ค่อยยอมคน และชอบหลงตัวเอง

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีสิงห์ คือ ต้นขนุน ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ

ต้นกล้วยไม้ และโป๊ยเซียน จะช่วยเสริมบารมี เงินทอง และการงานให้รุ่งเรือง

.....

ราศีกันย์ (ผู้ที่เกิด 16 กันยายน – 15 ตุลาคม)

ชาวรศีกันย์ เป็นนักต่อสู้ มีความอดทน มีระเบียบวินัยสูง

เป็นคนความจำดี ชอบจดจำเรื่องราวต่างๆ

ไม้มงคล สำหรับ คนราศีกันย์ คือ ต้นราชพฤกษ์ ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ

ต้นมะยม และ ขนุน ช่วยเสริมโชคลาภ บารมี

.....

เครดิต
http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/08/21/entry-2




.....

ราศีตุลย์ (ผู้ที่เกิด 16 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน)


ชาวราศีตุลย์ เป็นคนมีหลักการ มีเหตุมีผล ละเอียดรอบคอบ


มั่นใจในตนเอง เป็นคนตัดสินใจช้า รับหน้าที่ใดจะทุ่มเทอย่างเต็มที่


ไม้มงคล สำหรับ คนราศีตุลย์ คือ ต้นปาล์ม ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ


ต้นโกสน หมากแดง และพลูด่าง จะช่วยเสริม โชคลาภ วาสนา และบารมี

.....




.....

ราศีพิจิก (ผู้ที่เกิด 16 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม)


ชาวราศีพิจิก เป็นนักต่อสู้ เป็นคนลำบากตอนเด็ก ตอนโตจะสบาย


มีความมุ่งมั่น ชอบความท้าทาย มีใจเมตตาแต่อารมณ์อ่อนไหวง่าย


ไม้มงคล สำหรับ คนราศีพิจิก คือ ต้นพวงแสด ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ


ต้นขนุน ว่านสี่ทิศและเบญจมาศ ช่วยเสริมวาสนา บารมี ร่ำรวยเงินทอง

.....




.....

ราศีธนู (ผู้ที่เกิด 16 ธันวาคม – 15 มกราคม)


ชาวราศีธนู มีความเป็นตัวของตัวเองสูง หัวแข็ง ไม่ค่อยเชื่อฟังใคร


แต่มองโลกในแง่ดี ขี้สงสาร และใส่ใจเรื่องความรักเป็นพิเศษ


ไม้มงคล สำหรับ คนราศีธนู คือ บัว ช่วยเสริมดวงและศักยภาพ


ต้นแก้ว และโป๊ยเซียน ช่วยเสริมโชคลาภ เกียรติยศ และบารมี

.....




.....

นี่แหละครับ ต้นไม้มงคลสำหรับคนที่เกิดในราศีต่างๆ


ผมว่าเรื่องเหล่านี้ สำหรับคนที่ชอบต้นไม้อยู่แล้ว


ถือว่า เชื่อไว้ไม่เสียหลาย จริงไหมครับ


สำหรับตัวผมเองนั้น ชอบปลูกต้นไม้มากๆในบ้านอยุ่แล้ว

.

ก็กะว่าจะปลูกเพิ่มให้ตรงกับราศีของตนเองด้วย เพื่อเสริมดวง


และต้นไม้ที่เป็นมงคลที่ระบุมานั้น …ผมชอบทั้งนั้นเลยครับ

ดาวทะเล and สัตว์ในทะเลที่คล้ายพืช

สัตว์ไร้กระดูกพิสดาร


ดาวทะเลเป็นปลาหรือไม่?



ดาวทะเลเคยมีชื่อเรียกว่า ปลาดาว แต่ก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะว่าดาวทะเลมิใช่ปลา ดาวทะเลเป็นสัตว์รูปร่างคล้ายดาว ส่วนใหญ่ จะมีลำตัวแยกเป็น 5 แฉกแต่ละแฉกเรียกว่าแขน สีสันของดาวทะเลสวยงาม พิสดาร เช่น สีแดง สีน้ำเงิน หรือแม้แต่ชมพูสดใส หากตัดดาวทะเลออกเป็นชิ้น แต่ละชิ้นก็จะงอกใหม่เป็นดาวทะเลเต็มตัว

เกร็ดความรู้ - ดาวทะเลบาสเก็ตมีแขนกว่า 80000 ข้าง



สัตว์ในทะเลที่คล้ายพืช




ในท้องทะเลมีดอกไม้ทะเลหรือ ซีแอนนีโมนี ซึ่งเป็นสัตว์ ทะเลเพียง ชนิดเดียวที่มีลักษณะคล้ายดอกไม้ หรือ คล้ายพืชบางชนิด ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ ที่มีโครงสร้างง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน มีเพียงท่อกลวงกลางลำตัว ปลายท่อเป็นปาก และมีแขนอ่อนโอนเอน จำนวนมากอยู่มากรอบปาก คอยโบกพัดอาหารเข้าปาก ดอกไม้ทะเลมีหลายสี เช่น เขียว แดง น้ำตาล และส้ม บางชนิดมีจุดประปราย บางตัวก็มีลายพร้อม


เครดิต

http://www.skn.ac.th/skl/project/annista72/ani12.htm

อาหารยอดเยี่ยม 5 ชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้



สเปน : น้ำมันมะกอก

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามะกอกของไทยกับฝรั่งนั้นเป็นคนละพันธุ์กัน มะกอกของฝรั่งที่มีชื่อว่า โอลีฟ (olive) มีน้ำมันที่มีคุณประโยชน์มาก ซึ่งชาวสเปนถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในการปรุงอาหาร ที่ได้รับการสืบทอดกันมานาน และบริโภคกันทุกมื้ออาหาร โดยสเปนถือเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตน้ำมันมะกอกมากกว่า 40% ของโลก



คุณประโยชน์ : น้ำมัน กอกมีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูง นอกจากจะเป็นไขมันชั้นดีแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่เป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเทอรอลที่ไม่ดีในเลือด และเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลที่ดี (เอชดีแอล) จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ ที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอและอี ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซล และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนั้นงานวิจัยใหม่ๆ ยังแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกมีสารพฤกษเคมีตามธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่คล้ายกับที่พบในยาแก้ปวด แก้อักเสบที่ไม่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ (ibuprofen)



ญึ่ปุ่น : ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองธัญพืชชั้นยอด ที่เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพและมีไขมันที่ดี รวมทั้งยังมีส่วนประกอบของวิตามิน เกลือแร่ และพฤกษเคมีต่างๆ รวมทั้งไขมันโอเมกา 3 และไม่มีคอเลสเทอรอล ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้ถั่วเหลืองในการประกอบอาหารเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ซอสถั่วเหลือง (แพร่หลายเหมือนกับซอสมะเขือเทศ) ไปถึงน้ำมันพืช เต้าหู้ และถั่วเหลืองหมักที่เรียกกันว่า มิโซะ



คุณประโยชน์ : สารไอโซฟลาโวนส์ (isoflavones) ในถั่วเหลืองมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโทรเจน มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งที่ขึ้นกับระดับฮอร์โมน (มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก) และภาวะกระดูกพรุน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยหลายๆ ชิ้นชี้แนะว่า ถั่วเหลืองมีผลดีต่อสุขภาพของหัวใจ


กรีซ : โยเกิร์ต

นมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต คือนมสดที่นำมาหมักกับเชื้อจุลินทรีย์ กระทั่งน้ำตาลแลคโตสในนมเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก มีลักษณะข้นเป็นครีมและมีรสเปรี้ยว มีโปรตีนและแคลเซียมสูง โยเกิร์ตถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ชาวกรีซบริโภคกันมานับพันๆ ปี



คุณประโยชน์ : โยเกิร์ตมีจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยในการย่อยน้ำตาลในนม เช่น แลคโตบาซิลัส แอซิโดฟิลัส เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทาน ลดความดัน เสริมสร้างสุขภาพในลำไส้และช่องคลอด และอาจมีผลช่วยป้องกันมะเร็งและช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้โยเกิร์ตของชาวกรีซ ไม่ให้น้ำตาลมากเกินไปเหมือนโยเกิร์ตของประเทศอเมริกาด้วย


อินเดีย : ถั่วเลนทิล

เลนทิล (Lentils) เป็นเมล็ดถั่วมีลักษณะกลมๆ แบนๆ มีหลายสี เช่น น้ำตาล เขียว แดง และเหลือง เลนทิลมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มาก ชาวอินเดียจึงนิยมบริโภคพร้อมกับข้าวหรือขนมปังในทุกๆ มื้ออาหารและอินเดียยังเป็นทั้งแหล่งผลิต และแหล่งบริโภคถั่วเลนทิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก



คุณประโยชน์ : อาหารสุดยอดนี้ให้โปรตีนและไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ซึ่งช่วยลดคอเลสเทอรอลลงได้ และยังให้ธาตุเหล็กมากกว่าพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ถึง 2 เท่า และถั่วเลนทิลยังมีวิตามินบีและโฟเลตสูงอีกด้วย ซึ่งโฟเลตมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของระบบสมองในเด็กทารกแรกคลอด



เกาหลี : กิมจิ

กิมจิ ผักกะหล่ำปลีดองที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศที่ให้รสชาติเผ็ดๆ ถือเป็นอาหารประจำชาติของชาวเกาหลีที่จัดเป็นอาหารประเภท "เครื่องเคียง" ที่ขึ้นโต๊ะอาหารได้ทุกมื้อ ปกติชาวเกาหลีจะบริโภคกิมจิคนละประมาณ 20 กิโลกรัมต่อปี

คุณประโยชน์ : กิมจิ นอกจากกินอร่อยแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก อาทิ อุดมด้วยเส้นใยอาหาร เต็มไปด้วยวิตามินเอ ซี บี และมีแคลอรีต่ำ แต่คุณประโยชน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ มีแบคทีเรียชนิดแลคโตแบซิไลที่ให้ประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร

คุณสามารถเลือกอาหารยอดเยี่ยมจาก 5 ประเทศเป็นส่วนหนึ่งในอาหารชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก แล้วคุณจะรู้ว่าสุขภาพดีๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม



เครดิต
http://all-your-think.com/index.php/2009-08-26-06-47-37/126--5-

ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความสวยงาม จากวงแหวนที่ล้อมรอบ เมื่อดูในกล้องโทรทรรศน์จะเห็นวงแหวน ซึ่งทำให้ดาวเสาร์มีลักษณะแปลกกว่าดาวดวงอื่นๆ ดาวเสาร์มีองค์ประกอบคล้ายดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีลมพายุพัดแรงความเร็วถึง 1,125 ไมล์ต่อชั่วโมง มีขนาดใหญ่รองจากดาวพฤหัสบดี ถ้านับวงแหวนเข้าไปด้วย จะมีขนาดเท่าดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุด กล่าวคือมีความหนาแน่นเพียง 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร ซึ่งน้อยกว่าความหนาแน่นของน้ำ ดังนั้นหากมีน้ำจำนวนมากรองรับ ดาวเสาร์ก็จะลอยน้ำได้ เนื่องจากดาวเสาร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 2 เท่าของระยะดาวพฤหัสบดีจากดวงอาทิตย์ จึงใช้เวลานานเกือบ 30 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ แต่ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองเร็วมาก จึงทำให้โป่งออกทางด้านข้างมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น สามารถสังเกตได้แม้ในภาพถ่ายขนาดเล็ก



วงแหวนของดาวเสาร์เป็นก้อนหินและน้ำแข็งสกปรก กล่าวคือ น้ำแข็งช่วยยึดฝุ่นและก้อนหินสกปรกเข้าด้วยกัน ก้อนน้ำแข็งสกปรกมีขนาดต่างๆ กัน และมีเป็นจำนวนมาก น้ำแข็งสะท้อนแสงดวงอาทิตย์ได้ดี เราจึงเห็นวงแหวนชัดเจน วงแหวนบางมาก และประกอบด้วยวงแหวนจำนวนหลายพันวง แต่สังเกตได้จากโลกเห็นเป็นชั้นๆ ชั้นนอกสุด เรียกว่า วงแหวน A วงสว่างที่สุดอยู่ใกล้ดาวเสาร์เรียกว่า วงแหวน B ช่องว่างระหว่างวงแหวนทั้งสองนี้เรียกว่า ช่องแคสสินี (Cassini Division) ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลิ Giovani Cassini ซึ่งพบวงแหวนนี้เป็นคนแรกในปี 1675 ภายในวงแหวน B มีวงแหวนที่ไม่สว่างชื่อวงแหวน C ภาพจากการถ่ายของยานไพโอเนียร์และวอยาเจอร์แสดงให้เห็นว่า มีวงแหวนมากกว่าสามวง คือมีวงแหวน D ซึ่งมองเห็นเลือนๆ นอกจากนี้ยังมีวงแหวนชั้นนอกที่มีลักษณะแคบๆ เรียกว่าวงแหวน F และวงแหวน G ด้านหลังของวงแหวนทั้งสองนี้เป็นวงแหวนขนาดกว้าง แต่มีความเลือนคือ วงแหวน E วงแหวนทั้งหมดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 375,000 ไมล์ วงแหวนแต่ละวงบางมากเมื่อเทียบกับความกว้าง เปรียจประดุจดังแผ่นกระดาษ ดังนั้นเมื่อด้านข้างของวงแหวนหันมาทางโลก เราจึงมองไม่เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ วงแหวนดาวเสาร์เอียงจากระนาบทางโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์เป็นมุม 27 องศา เมื่อดูจากโลกจึงเห็นวงแหวนไม่เหมือนกันในแต่ละตำแหน่ง ถ้าวงแหวนหันด้านข้างมาทางโลกเราจะมองไม่เห็นวงแหวนเลย แต่จะเห็นเป็นเส้นสีดำพาดผ่านดาวเสาร์ ยานอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และวอยเอเจอร์ 2 ที่ผ่านเฉียดดาวเสาร์พบว่า วงแหวนของดาวเสาร์ด้านที่ได้รับแสงแดดมีอุณหภูมิ -180 องศาเซลเซียส ส่วนด้านมืดอุณหภูมิต่ำกว่านี้เป็น -200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำขนาดนี้น้ำแข็งจะไม่ระเหยหรือกลายเป็นไอเลย วงแหวนที่เห็นจากโลกเป็น 3 ชั้นนั้น แท้ที่จริงประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆ จำนวนเป็นล้านๆ วง วงแหวนก่อรูปร่างอย่างไรและเมื่อไร? วงแหวน C และ B ได้ก่อตัวเมื่อดาวเสาร์หรือดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะเริ่มเกิดขึ้น ดาวเคราะห์ก่อตัวด้วยแก๊ซและอนุภาคที่ลอยในอวกาศ วงแหวนอาจก่อตัวโดยอนุภาคน้ำแข็งที่ตกค้าง วงแหวน A อาจเป็นเศษที่เหลือของดาวบริวารที่เป็นน้ำแข็งของดาวเสาร์ ประมาณ 10 ล้านปีมาแล้ว ดวงจันทร์อาจแตกแยกออกจากกัน ชิ้นส่วนทั้งหมดของดวงจันทร์อาจกระจัดกระจายเป็นวงแหวนกว้าง ในขณะที่มันหมุนรอบดาวเคราะห์



ก่อนปี 1980 มีคนคิดว่าดาวเสาร์มีดาวบริวารสิบดวง หลังจากนั้นยานวอยาเจอร์ ได้พบดาวบริวารเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง ปัจจุบันเราคิดว่าดาวเสาร์มีดาวบริวารอื่นๆ นอกเหนือจากดาวบริวารเหล่านี้ ดาวบริวารชั้นในประกอบขึ้นด้วยน้ำแข็ง และบางดวงก็ประกอบด้วยหิน มันปกคลุมด้วยหินและรอยแตกดาวบริวารชั้นในบางดวงมีการหมุนที่ผิดปกติ ดาวบริวารที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ ดาว Inner Shepherd และดาว Outer Shepherd มันจะหมุนรอบแต่ละข้างของวงแหวน F แรงโน้มถ่วงของดาวบริวารมีผลกระทบต่อส่วนของวงแหวน F มันทำให้ลอนบิดเบี้ยวเป็นรูปเกลียวที่ประหลาด มีกลุ่มดาวบริวารชั้นในที่หมุนรอบดาวเสาร์เช่นเดียวกัน บ้างก็หมุนในระยะห่างกัน บ้างก็หมุนใกล้กัน บ้างก็หมุนไปข้างหน้าหรือข้างหลังของดาวอื่น แต่มันไม่ปะทะกัน ดาวบริวารชั้นนอกดวงแรกของดาวเสาร์ มีชื่อเรียกว่า Titan เป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นที่สองในระบบสุริยะ ดาว Titan มีชั้นบรรยากาศ มันเป็นสิ่งผิดปกติที่ดาวบริวารถูกล้อมรอบด้วยชั้นของแก๊ซเหมือนกับดาวเคราะห์ ยานวอยาเจอร์ 1 ได้เข้าไปใกล้ดาว Titan เมื่อมันบินผ่านดาวเสาร์ในปี 1980 ภาพที่ถูกส่งกลับมาแสดงให้เห็นว่าถูกปกคลุมด้วยหมอกสีส้ม แต่ไม่สามารถมองเห็นพื้นผิวได้เลย บรรยากาศประกอบด้วยแก๊ซไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นแก๊ซที่สำคัญในบรรยากาศของโลก เรามีแก๊ซออกซิเจนในโลกด้วย แต่ดาว Titan ไม่มีแก๊ซเหล่านี้ แต่มันมีแก๊ซมีแทนซึ่งเป็นแก๊ซธรรมชาติที่เราใช้สำหรับการหุงต้มในโลก หมอกเกิดจากการตกผลึกของของแหลวสีส้มในบรรยากาศของดาว Titan ของแหลวที่มีสีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์กระทบกับแก๊ซ พื้นผิวของดาว Titan มีความเย็นมาก เป็นที่เข้าใจกันว่าพื้นผิวอาจปกคลุมด้วยมหาสมุทรของมีเทนแหลว หรือหิมะสีน้ำตาลที่ประกอบขึ้นจากมีเทน ภายในดาว Titan ประกอบด้วยน้ำแข็งซึ่งมีแกนเป็นหิน นักดาราศาสตร์ต้องการค้นหาสิ่งต่างๆ ให้มากกว่านี้เกี่ยวกับดาว Titan ยานอวกาศอาจไปถึงที่นั่นในศตวรรษหน้า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่งโลกของเรามีสภาพคล้ายดาว Titan ถัดจากดาว Titan จะมีบริวารอีกสามดวง ดาวดวงแรกคือ Hyperion ซึ่งเป็นดาวขนาดเล็กประกอบด้วยน้ำแข็งมีรูปร่างคล้ายถั่ว ดาว Hyperion อาจเป็นซากที่เหลือของดาวบริวารดวงใหญ่ที่แตกกระจายออกมา ถัดจากดาว Hyperion คือดาว Iapetus ดาวบริวารประหลาดดวงนี้จะมืดในด้านหนึ่งและสว่างอีกด้านหนึ่ง โดยสีที่เกิดจากหินซึ่งมาจากภายในดาว ดาวบริวารที่อยู่ชั้นนอกที่สุดเรียกว่า Phoebe มันจะหมุนไปรอบๆ Phoebe อาจจะเป็นดาวเคราะห์น้อยซึ่งถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงของดาว

เครดิต

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phitsanulok/suwicha_p/saturn.html

ดาวเสาร์ (Saturn)

ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความสวยงาม จากวงแหวนที่ล้อมรอบ เมื่อดูในกล้องโทรทรรศน์จะเห็นวงแหวน ซึ่งทำให้ดาวเสาร์มีลักษณะแปลกกว่าดาวดวงอื่นๆ ดาวเสาร์มีองค์ประกอบคล้ายดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ก๊าซที่มีลมพายุพัดแรงความเร็วถึง 1,125 ไมล์ต่อชั่วโมง มีขนาดใหญ่รองจากดาวพฤหัสบดี ถ้านับวงแหวนเข้าไปด้วย จะมีขนาดเท่าดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นน้อยที่สุด กล่าวคือมีความหนาแน่นเพียง 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์ เซนติเมตร ซึ่งน้อยกว่าความหนาแน่นของน้ำ ดังนั้นหากมีน้ำจำนวนมากรองรับ ดาวเสาร์ก็จะลอยน้ำได้ เนื่องจากดาวเสาร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 2 เท่าของระยะดาวพฤหัสบดีจากดวงอาทิตย์ จึงใช้เวลานานเกือบ 30 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ แต่ดาวเสาร์หมุนรอบตัวเองเร็วมาก จึงทำให้โป่งออกทางด้านข้างมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น สามารถสังเกตได้แม้ในภาพถ่ายขนาดเล็ก



วงแหวนของดาวเสาร์เป็นก้อนหินและน้ำแข็งสกปรก กล่าวคือ น้ำแข็งช่วยยึดฝุ่นและก้อนหินสกปรกเข้าด้วยกัน ก้อนน้ำแข็งสกปรกมีขนาดต่างๆ กัน และมีเป็นจำนวนมาก น้ำแข็งสะท้อนแสงดวงอาทิตย์ได้ดี เราจึงเห็นวงแหวนชัดเจน วงแหวนบางมาก และประกอบด้วยวงแหวนจำนวนหลายพันวง แต่สังเกตได้จากโลกเห็นเป็นชั้นๆ ชั้นนอกสุด เรียกว่า วงแหวน A วงสว่างที่สุดอยู่ใกล้ดาวเสาร์เรียกว่า วงแหวน B ช่องว่างระหว่างวงแหวนทั้งสองนี้เรียกว่า ช่องแคสสินี (Cassini Division) ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลิ Giovani Cassini ซึ่งพบวงแหวนนี้เป็นคนแรกในปี 1675 ภายในวงแหวน B มีวงแหวนที่ไม่สว่างชื่อวงแหวน C ภาพจากการถ่ายของยานไพโอเนียร์และวอยาเจอร์แสดงให้เห็นว่า มีวงแหวนมากกว่าสามวง คือมีวงแหวน D ซึ่งมองเห็นเลือนๆ นอกจากนี้ยังมีวงแหวนชั้นนอกที่มีลักษณะแคบๆ เรียกว่าวงแหวน F และวงแหวน G ด้านหลังของวงแหวนทั้งสองนี้เป็นวงแหวนขนาดกว้าง แต่มีความเลือนคือ วงแหวน E วงแหวนทั้งหมดจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 375,000 ไมล์ วงแหวนแต่ละวงบางมากเมื่อเทียบกับความกว้าง เปรียจประดุจดังแผ่นกระดาษ ดังนั้นเมื่อด้านข้างของวงแหวนหันมาทางโลก เราจึงมองไม่เห็นวงแหวนของดาวเสาร์ วงแหวนดาวเสาร์เอียงจากระนาบทางโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์เป็นมุม 27 องศา เมื่อดูจากโลกจึงเห็นวงแหวนไม่เหมือนกันในแต่ละตำแหน่ง ถ้าวงแหวนหันด้านข้างมาทางโลกเราจะมองไม่เห็นวงแหวนเลย แต่จะเห็นเป็นเส้นสีดำพาดผ่านดาวเสาร์ ยานอวกาศวอยเอเจอร์ 1 และวอยเอเจอร์ 2 ที่ผ่านเฉียดดาวเสาร์พบว่า วงแหวนของดาวเสาร์ด้านที่ได้รับแสงแดดมีอุณหภูมิ -180 องศาเซลเซียส ส่วนด้านมืดอุณหภูมิต่ำกว่านี้เป็น -200 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำขนาดนี้น้ำแข็งจะไม่ระเหยหรือกลายเป็นไอเลย วงแหวนที่เห็นจากโลกเป็น 3 ชั้นนั้น แท้ที่จริงประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆ จำนวนเป็นล้านๆ วง วงแหวนก่อรูปร่างอย่างไรและเมื่อไร? วงแหวน C และ B ได้ก่อตัวเมื่อดาวเสาร์หรือดาวเคราะห์อื่นๆ ในระบบสุริยะเริ่มเกิดขึ้น ดาวเคราะห์ก่อตัวด้วยแก๊ซและอนุภาคที่ลอยในอวกาศ วงแหวนอาจก่อตัวโดยอนุภาคน้ำแข็งที่ตกค้าง วงแหวน A อาจเป็นเศษที่เหลือของดาวบริวารที่เป็นน้ำแข็งของดาวเสาร์ ประมาณ 10 ล้านปีมาแล้ว ดวงจันทร์อาจแตกแยกออกจากกัน ชิ้นส่วนทั้งหมดของดวงจันทร์อาจกระจัดกระจายเป็นวงแหวนกว้าง ในขณะที่มันหมุนรอบดาวเคราะห์



ก่อนปี 1980 มีคนคิดว่าดาวเสาร์มีดาวบริวารสิบดวง หลังจากนั้นยานวอยาเจอร์ ได้พบดาวบริวารเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง ปัจจุบันเราคิดว่าดาวเสาร์มีดาวบริวารอื่นๆ นอกเหนือจากดาวบริวารเหล่านี้ ดาวบริวารชั้นในประกอบขึ้นด้วยน้ำแข็ง และบางดวงก็ประกอบด้วยหิน มันปกคลุมด้วยหินและรอยแตกดาวบริวารชั้นในบางดวงมีการหมุนที่ผิดปกติ ดาวบริวารที่อยู่ใกล้ที่สุดคือ ดาว Inner Shepherd และดาว Outer Shepherd มันจะหมุนรอบแต่ละข้างของวงแหวน F แรงโน้มถ่วงของดาวบริวารมีผลกระทบต่อส่วนของวงแหวน F มันทำให้ลอนบิดเบี้ยวเป็นรูปเกลียวที่ประหลาด มีกลุ่มดาวบริวารชั้นในที่หมุนรอบดาวเสาร์เช่นเดียวกัน บ้างก็หมุนในระยะห่างกัน บ้างก็หมุนใกล้กัน บ้างก็หมุนไปข้างหน้าหรือข้างหลังของดาวอื่น แต่มันไม่ปะทะกัน ดาวบริวารชั้นนอกดวงแรกของดาวเสาร์ มีชื่อเรียกว่า Titan เป็นดาวบริวารที่ใหญ่เป็นที่สองในระบบสุริยะ ดาว Titan มีชั้นบรรยากาศ มันเป็นสิ่งผิดปกติที่ดาวบริวารถูกล้อมรอบด้วยชั้นของแก๊ซเหมือนกับดาวเคราะห์ ยานวอยาเจอร์ 1 ได้เข้าไปใกล้ดาว Titan เมื่อมันบินผ่านดาวเสาร์ในปี 1980 ภาพที่ถูกส่งกลับมาแสดงให้เห็นว่าถูกปกคลุมด้วยหมอกสีส้ม แต่ไม่สามารถมองเห็นพื้นผิวได้เลย บรรยากาศประกอบด้วยแก๊ซไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นแก๊ซที่สำคัญในบรรยากาศของโลก เรามีแก๊ซออกซิเจนในโลกด้วย แต่ดาว Titan ไม่มีแก๊ซเหล่านี้ แต่มันมีแก๊ซมีแทนซึ่งเป็นแก๊ซธรรมชาติที่เราใช้สำหรับการหุงต้มในโลก หมอกเกิดจากการตกผลึกของของแหลวสีส้มในบรรยากาศของดาว Titan ของแหลวที่มีสีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์กระทบกับแก๊ซ พื้นผิวของดาว Titan มีความเย็นมาก เป็นที่เข้าใจกันว่าพื้นผิวอาจปกคลุมด้วยมหาสมุทรของมีเทนแหลว หรือหิมะสีน้ำตาลที่ประกอบขึ้นจากมีเทน ภายในดาว Titan ประกอบด้วยน้ำแข็งซึ่งมีแกนเป็นหิน นักดาราศาสตร์ต้องการค้นหาสิ่งต่างๆ ให้มากกว่านี้เกี่ยวกับดาว Titan ยานอวกาศอาจไปถึงที่นั่นในศตวรรษหน้า มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่งโลกของเรามีสภาพคล้ายดาว Titan ถัดจากดาว Titan จะมีบริวารอีกสามดวง ดาวดวงแรกคือ Hyperion ซึ่งเป็นดาวขนาดเล็กประกอบด้วยน้ำแข็งมีรูปร่างคล้ายถั่ว ดาว Hyperion อาจเป็นซากที่เหลือของดาวบริวารดวงใหญ่ที่แตกกระจายออกมา ถัดจากดาว Hyperion คือดาว Iapetus ดาวบริวารประหลาดดวงนี้จะมืดในด้านหนึ่งและสว่างอีกด้านหนึ่ง โดยสีที่เกิดจากหินซึ่งมาจากภายในดาว ดาวบริวารที่อยู่ชั้นนอกที่สุดเรียกว่า Phoebe มันจะหมุนไปรอบๆ Phoebe อาจจะเป็นดาวเคราะห์น้อยซึ่งถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงของดาว

เครดิต

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phitsanulok/suwicha_p/saturn.html