วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

การนั่งสมาธิตามแนววิปัสสนากรรมฐาน






การนั่งสมาธิตามแนววิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมฐาน
กรรมฐาน มี ๒ แบบ คือ (๑) สมถกรรมฐาน (๒) วิปัสสนากรรมฐาน

การเจริญสมถกรรมฐาน เป็นการเจริญสมาธิเพื่อมุ่งหมายให้ได้ สมาธิที่กล้าและลึก เป็นการข่มกิเลสไว้ ณ ขณะที่กำลังมีสมาธิ แต่ไม่ได้ถอนหรือประหารกิเลสได้แม้แต่น้อย เมื่อหมดสมาธิ หรือเมื่อออกจากสมาธิ กิเลสก็กลับฟูขึ้นได้เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมได้ การเจริญสมถกรรมฐานจะได้ฌานและได้ อภิญญาคืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ เมื่อได้แล้วก็อาจหลงติด หลงในฤทธิ์ ที่ตนได้มา และยังสามารถนำฤทธิ์นั้นไปใช้ในทางที่เป็นโทษได้
ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นไปเพื่อการเพิ่มพูน ‘ปัญญา’ โดยส่วนเดียว การเจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เน้นเอาสมาธิ ที่กล้าและลึก แต่เน้นการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะ ปัญญาจากการเจริญสติและการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นปัญญารู้แจ้งแทงตลอด รู้แจ้งในตน รู้แจ้งในทุกข์ รู้แจ้งความเป็นจริงของโลก รู้แจ้งกิเลส รู้เท่าทันกิเลส ปัญญาที่สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากการค่อยๆ รู้แจ้งเท่าทัน ในสิ่งทั้งปวงเหล่านี้เอง ที่จะค่อยๆ ประหารกิเลสเป็นขณะๆ ไป กิเลสก็จะเบาบางลงได้จริง เพราะไม่ได้ข่มไว้แบบสมถกรรมฐาน แต่ว่าค่อยๆ ตัดรากถอนโคนกิเลสไปทีละนิด กิเลสจึงตายไปได้ คือหมดไปได้ทีละน้อย ได้จริงๆ จนในที่สุดเมื่อปัญญาแก่กล้าจนถึงที่สุด ปัญญาตัวนี้ก็จะ สามารถประหารกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ เป็นสมุจเฉทปหาน เมื่อกิเลสหมด บุคคลก็จะไม่ต้องเกิดอีก คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
วิปัสสนากรรมฐาน
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ท่านแนะนำให้ทำต่อเนื่องทุกวัน โดยท่านแนะให้เดินจงกรมก่อนทุกครั้ง แล้วประคองสติต่อจากการ เดินจงกรม ลงนั่งสมาธิ
(๑) ท่านั่ง - สำคัญตรงไม่นั่งพิงอะไร
การนั่งสมาธิแบบวิปัสสนา ต้องดูสัปปายะคือดูความเหมาะสมพอดีของตน จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิกับพื้นโดยมีอาสนะบางๆ รอง หรือจะนั่งท่าหนึ่งท่าใดที่สบายแก่ตนก็ได้ (แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน)
ดังนั้น จะนั่งห้อยเท้าบนเก้าอี้ หรือว่าจะนั่งกับพื้นขัดสมาธิอยู่ หรือจะนั่งท่าใดๆ ก็ตาม ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พยายามไม่นั่งพิง คือ พยายามนั่งให้หลังไม่พิงกับอะไร เพราะว่าตรงนี้สำคัญ คือ การเจริญสติอยู่นั้น ถ้าเมื่อได้หลังค้อมก้มลงมาข้างหน้า หรือหลังหงายไปไม่ตั้งตรงอยู่ ก็แสดงว่าผู้ปฏิบัติได้เผลอสติไป ดังนั้น การไม่นั่งพิงอะไร จะทำให้ดำรงสติอยู่ได้เสมอ และเมื่อเผลอหลับก็ตาม ตกภวังค์ก็ตาม หรืออาการใดๆ เกิด ที่ทำให้หลังไม่ตั้งตรงทรงอยู่อย่างมั่นคง ก็จะได้รู้ตัว และมีสติ ตั้งหลังให้ตรงอยู่เสมอๆ
(๒) การกำหนดสติ
ในการนั่งสมาธิแบบวิปัสสนา จะเป็นการมีสติดูอาการใดๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นของกายก็ตาม ใจก็ตาม (คือ ที่ตาก็ตาม หู จมูก ลิ้น กายหรือใจก็ตาม) ในขณะนั้นๆ ในวินาทีนั้นๆ กล่าวคือ อะไรเด่นชัด ชัดเจนที่สุด ก็ดูตรงนั้นไปเรื่อยๆ อาทิ ถ้ากายปรากฏชัดเจน ก็เอาสติไปดูกาย ไปเรื่อยๆ ถ้าอาการพองยุบที่ท้องชัดเจน ก็มีสติตามรู้อาการไปเรื่อยๆ ถ้าการกระทบ อาทิ กายส่วนใดที่กำลังกระทบพื้นชัดเจน ก็มีสติ ตามดูตามรู้ไปเรื่อยๆ ถ้ามีเสียงใดๆ มากระทบหู (โสตปสาทหรือประสาทหู) ชัดเจน ก็กำหนดรู้ หรือถ้าเกิดความคิดนึกใดๆ ชัดเจน ก็กำหนดรู้ความคิดนึกนั้นๆ ถ้าเวทนาเกิด เช่นทุกข์หรือสุขทางกายหรือใจก็ตามเกิดขึ้น ก็กำหนดรู้ทุกข์หรือสุขนั้นๆ ไปเรื่อยๆ





(๓) นิมิต ปีติ นิวรณ์ วิปัสสนูปกิเลส
ขณะนั่งสมาธิอยู่ พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ อาจจะเกิดเห็นภาพต่างๆ ขึ้นมาทางตา เป็นภาพต้นไม้ป่าเขา สถานที่ สวรรค์ นรก ภูติผีปีศาจ เทวดา ฯลฯ ใดๆ ก็ตาม ก็เพียงกำหนดรู้ว่าเห็น แล้วก็กลับมาสติในกายและใจต่อไป โดยไม่ต้องสนใจภาพต่างๆ ที่เห็นนั้น ไม่ต้องนั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่าเป็นภาพอะไร เป็นใคร อยู่ที่ไหน ไม่ต้องอยากรู้เรื่องต่อ ไม่ต้องตามไปดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ฯลฯ เพียงกำหนดรู้ว่ามีภาพ (สี หรือ รูปภายนอก) มากระทบกับ ตา (จักขุปสาท หรือ ประสาทตา ซึ่งเป็น รูปภายใน) เท่านั้น อันนี้คือ ‘นิมิต’ นิมิตนี้จะมาในรูปของภาพต่างๆ มาเกิดทางตาก็ได้ มาในรูปของเสียง กลิ่น รส ฯลฯ ก็ได้ หน้าที่ของผู้เจริญสติเจริญวิปัสสนาอยู่นั้น ก็เพียงมีสติกำหนดรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นมากระทบกับตา หรือ หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น แล้วก็ไม่ต้องสนใจต่อนิมิตนั้นๆ ต่อ หันกลับมาเจริญสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในอาการอื่นๆ ตรงกายก็ตามหรือใจก็ตามที่กำลังปรากฏชัด ต่อไป
ถ้าหากนั่งสมาธิ (หรือเวลาเดินจงกรมก็ตาม) อยู่ เกิดตัวโยก ตัวโคลง หรือตัวเบาเหมือนจะลอย หรือน้ำตาจะไหล หรือรู้สึกเย็นร้อนขึ้นมา ตรงกายส่วนหนึ่งส่วนใด อาการใดๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด ก็กำหนดรู้ ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องตกใจ กำหนดรู้ไปเบาๆ สบายๆ และไม่ต้อง ไปสนใจเค้ามาก ถ้ากำหนดรู้แล้วเค้ายังไม่หายไป ไม่ดับไป ก็ค่อยๆ กำหนดสติออกจากสมาธิลืมตาก่อนสักพัก แล้วค่อยหลับตา เจริญสติต่อไป อาการเหล่านี้ เป็นอาการของ ‘ปีติ’ คือ จิตที่ได้มาเจริญ สมาธิ จิตจะเกิดความสงบ ความสงบจากสมาธินั้น เป็นอาหารของ จิตใจ จิตเมื่อได้อาหารที่ชอบก็จะเกิดปีติ ซึ่งแสดงออกมาใน รูปแบบต่างๆ หลากหลาย ผู้ที่ปรารภความเพียรหรือผู้เจริญสติอยู่ มีหน้าที่เพียงกำหนดรู้สิ่งเหล่านี้ และไม่คล้อยตามไปกับอาการเหล่านี้ คือ กำหนดรู้แล้วระยะหนึ่งอาการเหล่านี้ควรจะดับไป ถ้าอาการเหล่านี้ ดูจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นหรือหนักหนาขึ้น อาทิ กายจะลอยจริงๆ หรือน้ำตา ไหลแรงขึ้น ฯลฯ ก็ควรรีบกำหนดออกจากสมาธิ เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้ รุนแรงขึ้นจนผู้ปฏิบัติใหม่ไม่สามารถจะออกจากสมาธิได้ ปีติหรือพระธรรมปีติ เป็นของดี เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ามากไปแรงไป ก็จะกลายเป็นอาการที่สมาธิยิ่งเกิน คือ สมาธิมากไป เกินพอดี จึงควรกำหนดให้อาการเหล่านี้หายไปหรือควรจะออกจาก สมาธิก่อน เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้ยิ่งเกินไป คือ เกินพอดีไป
ถ้าหากนั่งสมาธิอยู่ แล้วเกิดความรู้สึกพอใจรักใคร่อยากได้อะไรขึ้นมา ก็กำหนดรู้ความรู้สึกพอใจรักใคร่อยากได้นั้นๆ (กามฉันทนีวรณ์) ถ้าเกิดความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ คิดร้ายใครหรือเรื่องอะไร (พยาปาทนีวรณ์) ก็กำหนดรู้ ถ้าเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจใดๆ (อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์) ก็กำหนดรู้อยู่ หรือถ้าเกิดความสงสัย ในข้อธรรมต่างๆ ก็ตามขึ้นมา (วิจิกิจฉานีวรณ์) ก็กำหนดรู้อาการสงสัยนั้นๆ ไป (กำหนดรู้อาการที่สงสัย อาการความสงสัย ไม่ใช่กำหนดรู้เรื่องราวที่สงสัย) ไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใดเหล่านี้เกิดขึ้น ก็เพียงกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ ตามสังเกตตามดูไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการหรือสภาพ (สภาพธรรม) หรือสภาพธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น จะเบาบางลงหรือหมดไป ดับไป หรือกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีสภาพทางกายหรือทางใจใดๆ ที่เป็นสภาพใหม่ปรากฏขึ้นชัดเจนกว่า ก็วางอาการนี้ไปกำหนด อาการใหม่แทน อาการทั้งหมดในย่อหน้านี้ คือ ‘นิวรณ์’ (สิ่งหรือธรรมที่กั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดีหรือปัญญา)






ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง ผู้ปฏิบัติอาจประสบ กับปรากฏการณ์ต่อไปนี้ ที่เรียกกวันว่า ‘อุปกิเลส ๑๐’ หรือที่เรียกว่า ‘วิปัสสนูปกิเลส’ วิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ นี้ ท่านว่าจะปรากฏขึ้นแก่ผู้ที่ ปฏิบัติมาถูกทางแล้วเท่านั้น แต่ข้อสำคัญคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติรู้ ในอาการใดๆ อาการหนึ่งหรือหลายอาการใน ๑๐ อย่างนี้ อย่างรู้เท่าทัน ไม่ยึดติด ไม่หลงดีใจ ไม่เข้าใจผิดคิดว่าตนคงพ้นกิเลสแล้ว เพราะได้ สัมผัสสิ่งเหล่านี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่ง คือ (๑) เห็นโอภาส คือ เห็นแสงสว่างในรูปแบบต่างๆ อาจเท่าแสงหิ่งห้อย ไปจนสว่างทั้งห้อง สว่างทะลุห้อง ฯลฯ (๒) เกิดปีติต่างๆ ตามที่มีรายละเอียดข้างบนแล้ว (๓) เกิดความสงบ (ปัสสัทธิ) จะสงบเงียบ สบบสบาย ไม่ฟุ้งซ่าน เยือกเย็น ไม่กระวนกระวายใจ เบา คล่องแคล่วในการกำหนด ความคิดปลอดโปร่ง (๔) เกิดความสุข ความสบาย ยินดีมาก เพลิดเพลิน สนุกสนานในการ กำหนด ไม่อยากออกจากสมาธิ ภูมิใจดีใจคล้ายจะระงับไม่ได้ หรือ รู้สึกคล้ายกับไม่เคยสุขอะไรอย่างนี้มาก่อน (๕) เกิดศรัทธา เกิดความเชื่อและเลื่อมใสมาก อยากจะให้ทุกคน ได้มาปฏิบัติบ้าง อยากให้การปฏิบัติก้าวหน้าเร็วๆ อยากทำบุญทำทาน นึกถึงบุญคุณของผู้ชวนเรามาปฏิบัติ อยากจะปฏิบัตินานๆ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเต็มที่ (๖) เกิดความเพียร (ปัคคาหะ) ขยันมากไป (ตรงนี้ต้องระวัง เพราะ เพียรเกินไปครูบาอาจารย์บอกว่าอาจทำให้เสียสติได้ จึงต้องตั้งอยู่ใน ทางสายกลางคือความพอดีๆ เสมอ) ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย ไม่ถอยหลัง มีความเพียรมากแต่ถ่ายเดียว แต่สติสัมปชัญญะอ่อนไป ทำให้ฟุ้ง ไม่เป็นสมาธิ (๗) อุปัฏฐานะ (สติ) สติมากเกินจนทิ้งการกำหนดรู้ปัจจุบันไปคิดถึง อดีต อนาคต อาจรู้สึกคล้ายกับตนระลึกชาติได้ (๘) เกิดความรู้ (ญาณ) ที่รู้แบบเข้าใจผิด คิดไปเองว่าตนรู้ถูกแล้ว นึกถึงความรู้ที่ได้ศึกษาเรียนมา วิพากย์วิจารณ์อารมณ์หรือ อาการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น (๙) อุเบกขา - เกิดการวางเฉย ใจเฉยๆ ไม่ยินดี ไม่เสียใจ ใจลอยๆ เลือนๆ คล้ายกับว่าไม่ได้นึกไม่ได้คิดอะไร ไม่กระวนกระวาย ใจสงบดี ไม่อยากได้ดิบได้ดีอะไร อารมณ์ดีหรือไม่ดีมากระทบก็เฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย แต่ไม่ได้กำหนด ปล่อยใจให้ลอยไปตามอารมณ์ภายนอกมาก (๑๐) นิกันติ - เกิดความพอใจในอารมณ์ต่างๆ อาทิ นับแต่ข้อ ๑ ถึง ๙ พอใจในนิมิตต่างๆ อันนี้ต้องระวัง ท่านว่านิกันตินี้เอง จะทำให้บุคคลที่ ปฏิบัติติดอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสต่างๆ จนติดชะงักอยู่ตรงนี้ ไม่ก้าวหน้า ต่อไปได้
วิปัสสนูปกิเลสนี้ ต้องระวัง คือ เมื่อปรากฏเกิดขึ้น ก็เพียงมีสติกำหนดรู้ และไม่ไปยึดติด ลุ่มหลง ท่านว่าบางคนก็ถึงกับนึกหรือเชื่อว่าตนเอง หมดกิเลสแล้ว บรรลุแล้วก็มี ทางที่ดีนั้น ในการปฏิบัติหรือฝึกฝนจึงควรจะ มีครูบาอาจารย์หรือผู้รู้ที่มีประสบการณ์มาก รู้ดีและรู้ตรง คอยแนะนำ บอกทางเดินในทุกระยะ เพื่อจะได้เจริญก้าวหน้าทางปัญญาต่อไปเรื่อยๆ ไม่ติดขัดหรือหยุดชะงักหรือไม่ไปผิดทาง ไม่เฉไฉออกจากทางที่ดีที่ตรงสู่ การพ้นทุกข์ไปเสียก่อน

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

อุเทนถวาย-ช่างกลปทุมวันปะทะเดือดหน้านิติเวช





ศึกอุเทนถวาย-ช่างกลปทุมวัน ปะทะเดือดหน้านิติเวช รพ.ตำรวจ ระหว่างรอรับศพเพื่อนที่ถูกจ่อยิง ก้อนอิฐไม้ว่อนกระจายกระจกติติเวชแตก ชาวบ้านแตกฮือหวั่นถูกลูกหลง ผกก.ปทุมวัน พร้อมกำลัง เร่งเข้าเคลียร์พื้นที่ ตรวจค้นพบมีด 5 เล่ม พ่อนศ.อุเทน รับศพร่ำไห้กับการสูญเสียลูกชาย
ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 23 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ประมาณ 40 คน เดินทางมารอรับศพ นายพรพจน์ โสภณเจริญ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ชั้นปีที่ 3 ที่ยิงเสียชีวิตหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณแยกเกษตรเมื่อคืนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ระหว่างที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าวรอรับศพอยู่บริเวณด้านหน้าสถาบันนิติเวช ได้มีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันประมาณ 30 คนก็เดินทางมารับศพนายนันทศักดิ์ แก้วเขียว อายุ 22 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่ประสบอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตท้องที่ สภ.พระสมุทรเจดีย์ เมื่อกลุ่มนักศึกษาทั้งกลุ่มมาเผชิญหน้ากันก็เกิดการเขม่นกันขึ้น จากนั้นก็วิ่งเข้าหาตะลุมบอนต่างพยายามหาสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียงมาเป็นอาวุธทั้งไม้ ก้อนอิฐ ตะเกียงบูชาพระพุทธรูปกว้างปาทุบตีกันชุลมุน นานประมาณ 5 นาที จนทำให้ทรัพย์สินของราชการกระจกประตูสถาบันนิติเวชแตกเสียหาย ประชาชนหลายคนที่มารอรับศพพากันแตกตื่นตกใจกลัวโดนลูกหลง โดยมีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายบาดเจ็บศรีษะแตกเล็กน้อย 1 คน
จากนั้นตำรวจสายตรวจ และสายสืบปทุมวัน ได้เข้ามาแยกนักศึกษาทั้งสองกลุ่มออกจากกันโดยให้นักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าไปอยู่ภายในสถาบันนิติเวช และทำการตรวจค้นอาวุธพบมีดปลอกผลไม้ จำนวน 5 เล่ม จึงรอรับศพเพื่อนและจัดรถตู้ไปส่งยังสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันโดยออกทางด้านหลัง
ส่วนกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคลให้อยู่บริเวณฟุตบาทด้านหน้าโดยต่อมา พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ได้เดินทางมาเจรจาด้วยตนเองว่าให้แยกย้ายกันกลับด้วยความสงบขออย่าให้มีเรื่องเนื่องจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับความเดือดร้อน นักศึกษาบางส่วนจึงเดินทางกลับ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10 คนก็ยังรอศพด้วยความสงบ โดยมีตำรวจคอยดูแลสถานการณ์




ด้านผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่ง ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุเห็นนักศึกษาทั้งสองกลุ่มมายืนเขม่นกัน และบางคนในกลุ่มก็ส่งเสียงตะโกนต่อว่ากัน จากนั้นนักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน ผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาที่ถนนซึ่งกั้นระหว่างสองกลุ่ม จากนั้นนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามากระโดดถีบ จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็กรูกันเข้ามาหยิบฉวยอะไรที่เป็นอาวุธได้ก็ไล่ตี ขว้างปากันชุลมุน จนผู้ที่อยู่บริเวณนั้นต้องวิ่งหนีกระเจิง จนตำรวจเข้ามาระงับเหตุแยกทั้งสองฝ่าย
ต่อมานายสง่า โสณเจริญ พ่อของนายพรพจน์ พร้อมญาติ ได้เดินทางมาติดต่อรับศพ และกล่าวว่า ลูกชายมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าที่ที่สถาบันนี้ และก่อนมาเรียนลูกก็บอกกับตนว่าไม่ได้เข้ามาเรียนพื่อจะมีเรื่องจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้จบ ซึ่งตั้งแต่ที่ลูกเรียนมาก็สอบได้ไม่เกินที่ 10 เลย และอยากบอกทุกคนเป็นอุทธาหรณ์ว่าขออย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เพราะการสูญเสียลูกชายครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินรับได้ เพราะผมมีลูกชายเพียง 2 คน
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้นายสง่า ก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า และขอยุติการให้สัมภาษณ์เพราะยังอยู่ในอาการโศกเศร้าไม่พร้อมที่จะพูดอะไร ทั้งนี้ศพของนายพรพจน์ ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดลาดปลาเค้า
ด้านผลการพิสจน์ศพนายพรพจน์ ทางสถาบันนิติเวชระบุว่าเสียชีวิตเนื่อง บาดแผลกระสุนปืนทำลายปอดขวา ทะลุไขสันหลังส่วนคอ และเอว เป็นเหตุให้เสียชีวิต



วันนี้ (29 กรกฎาคม) ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุทธินันท์ หวังหอมกลาง นายมงคล ศรีพูล และนายชาตรี จูวรรณะ 3 นักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และพกพาอาวุธมีดติดตัวไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควร สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีอีก 6 คน ก่อเหตุยิง นายเบญจพล วิริยารัมภะ นักศึกษาชั้นปี 2 คณะเทคโนโลยีภูมิทัศน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เสียชีวิตในซอยลาดพร้าว 124 สาเหตุเพราะความโกรธแค้นระหว่างสถาบัน ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ที่นำสืบสอดคล้องกัน และรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย การที่จำเลยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมให้รับสารภาพในชั้นสอบสวนฟังไม่ขึ้น เพราะขณะสอบปากคำมีบุคคลอื่นร่วมรับฟังด้วย และรับสารภาพด้วยความสมัครใจ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 3 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาให้ประหารชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดพกพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองจำคุก 2 ปี และฐานพกพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี แต่คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 60 บาท พร้อมให้ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 4.25 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง อย่างไรก็ตามระหว่างการพิจารณาคดี ได้มีครอบครัวและเพื่อนร่วมสถาบันมาให้กำลังใจ จำเลยทั้ง 3 เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้รับฟังคำพิพากษาครอบครัวของจำเลย ต่างก็ร้องไห้ วันนี้ (29 กรกฎาคม) ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุทธินันท์ หวังหอมกลาง นายมงคล ศรีพูล และนายชาตรี จูวรรณะ 3 นักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และพกพาอาวุธมีดติดตัวไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควร สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีอีก 6 คน ก่อเหตุยิง นายเบญจพล วิริยารัมภะ นักศึกษาชั้นปี 2 คณะเทคโนโลยีภูมิทัศน์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เสียชีวิตในซอยลาดพร้าว 124 สาเหตุเพราะความโกรธแค้นระหว่างสถาบัน ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ที่นำสืบสอดคล้องกัน และรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย การที่จำเลยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมให้รับสารภาพในชั้นสอบสวนฟังไม่ขึ้น เพราะขณะสอบปากคำมีบุคคลอื่นร่วมรับฟังด้วย และรับสารภาพด้วยความสมัครใจ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 3 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง พิพากษาให้ประหารชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดพกพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองจำคุก 2 ปี และฐานพกพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี แต่คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 60 บาท พร้อมให้ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 4.25 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง อย่างไรก็ตามระหว่างการพิจารณาคดี ได้มีครอบครัวและเพื่อนร่วมสถาบันมาให้กำลังใจ จำเลยทั้ง 3 เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้รับฟังคำพิพากษาครอบครัวของจำเลย ต่างก็ร้องไห้ออกมา ด้วยความเสียใจ ออกมาด้วยความเสียใจ








วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551








พระกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสื่อการสอน การสร้างโรงเรียนและการส่งเสริม ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“...ที่จริงชอบวิชาครูมากกว่า และอยากเป็นครูตั้งแต่ต้น แต่ที่เจแนฟวิชาครูไม่ได้รับกับมหาวิทยาลัยคนก็บอกว่า ถ้าไม่ได้ปริญญาจะไปทำอะไรที่เมืองไทยไม่ได้ ก็เลยไม่ได้เรียน...”พระดำรัสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงแสดงพระปณิธานว่าทรงต้องพระประสงค์ที่จะเป็น “ครู” ตั้งแต่ต้น
เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๕ – พ.ศ. ๒๕๐๑ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์์ ทรงเริ่มปฏิบัติพระภารกิจด้านการศึกษาโดยทรงพระกรุณารับเป็น “อาจารย์” สอนวิชาภาษาฝรั่งเศสณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงเล่าพระราชทานไว้ในหนังสือธรรมศาสตร์ ๖๐ ปี ว่า
“... ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์ในการสอนมาบ้าง เพราะเคยเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...เป็นการสอนปีละ ๒ – ๓ เดือน เป็นวิชาทั่วๆไปเช่น สอนการสนทนาสำหรับนิสิตปี ๒ วัฒนธรรมฝรั่งเศสปี ๓ และวรรณคดีฝรั่งเศสปี ๔ ...” ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๘ ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ผู้ก่อตั้งและคณบดีคณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับพระราชทานพระวโรกาสให้เข้าเฝ้า จึงกราบทูลให้ทรงทราบถึงโครงการ ขยายการศึกษาวิชาเอกด้านต่างๆในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านภาษาต่างประเทศ มีปัญหาการขาดแคลนผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาบริหารงานหัวหน้าสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสและงานผู้อำนวยการ ภาษาต่างประเทศ โดยที่มหาลัยธรรมศาสตร์มั่นใจในพระปรีชาสามารถ จึงขอพระราชทาน พระกรุณาให้ทรงรับงานสอนและงานบริหารในคณะศิลปะศาสตร์ และทรงรับตามที่ขอพระกรุณา ดังปรากฏในพระนิพนธ์บทความเรื่อง“เมื่อข้าพเจ้าไปสอนที่คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ์ ในหนังสือธรรมศาสตร์ ๖๐ ปี ว่า
“... ภายหลังได้ถามอาจารย์อดุลว่าทำไมจึงไว้ใจได้ ท่านตอบว่า ๑)ภาษาฝรั่งเศสของข้าพเจ้าเชื่อถือได้ ๒)ท่านมีประสบการณ์ในการเลี้ยงและผสมพันธ์ม้า และสังเกตได้ว่าถ้าพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มาจากพันธุ์ที่ดี ที่มีคุณสมบัติดี ส่วนมากลูกม้าจะดี มิฉะนั้นก็ใช้ไม่ได้เลย ...”











ในช่วงพ.ศ. ๒๕๑๒ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศส แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ คณะศิลปศาสตร์ พ.ศ.๒๕๑๓ ทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสแก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ และปีที่ ๔ และสอนวิชาประวัติวรรณคดีฝรั่งเศสแก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ และปีที่ ๔ คณะศิลปศาสตร์ พ.ศ.๒๕๑๔ ทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสแก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ , ปีที่ ๒ และปีที่ ๔ คณะศิลปศาสตร์ พ.ศ.๒๕๑๕ ทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศส แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ และปีที่ ๔ คณะศิลปศาสตร์ นอกจากทรงสอนภาษาฝรั่งเศส และวรรณคดีฝรั่งเศส แก่นักศึกษาชั้นปีต่าง ๆ แล้ว ยังทรงดูแลหลักสูตร และการปฏิบัติงานในสาขาวิชาดังกล่าวด้วย ทรงจัดสร้างหลักสูตรปริญญาตรีภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส จนสำเร็จใน พ.ศ. ๒๕๑๖เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสเข้าด้วยกัน อย่างเหมาะสม ทรงจัดระเบียบการปฏิบัติงานของอาจารย์ในสาขาฝรั่งเศสและภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งได้ทรงเสด็จดูงานและเข้าสัมมนายังต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ได้ทรงนำการจัดสัมมนาวิชาการ การริเริ่มงานใหม่ ๆ เช่น การจัดสร้างแบบทดสอบจัดระดับความรู้ภาษาฝรั่งเศสมาใช้เพื่อจัดแบ่งนักศึกษาเข้ากลุ่มเรียนตามความสามารถของตน

ในฐานะที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นหัวหน้าคณาจารย์ภาษาฝรั่งเศส ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงามเป็นที่ประทับใจแก่บรรดาอาจารย์ ทรงพิจารณาปัญหาด้วยพระปรีชาสุขุมคัมภีรภาพ ทรงรับฟังความเห็นจากอาจารย์ที่ร่วมงาน ทรงพระราชทานคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการสอน ทรงยึดหลักความจริงและความยุติธรรมจึงทรงเป็น “ผู้บังคับบัญชา” ที่กอปรด้วยคุณธรรมอันควรแก่การสรรเสริญ นอกจากจะทรงอุทิศพระองค์ให้แก่งานทางวิชาการแล้ว สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังทรงมีน้ำพระหฤทัยอันเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาที่ทรงเกื้อกูลแก่ศิษย์และเยาวชนที่ด้อยโอกาส ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์และที่ทรงได้รับเป็นเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งเป็นทุนจัดซื้อหนังสือแก่นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์จำนวนหนึ่งและอีกจำนวนหนึ่งให้นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งพระกรุณาธิคุณดังกล่าวได้ไหลมาชโลมจิตใจของนักศึกษาตราบปัจจุบัน หลังจากที่ทรงงานสอนจนถึงเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่ง “ศาสตราจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ต่อมาพ.ศ.๒๕๓๐ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทูลเกล้าฯถวายเข็มเกียรติยศ อันเป็นเครื่องหมายเทิดทูนเกียรติอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องว่า “เป็นผู้ทรงคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อการศึกษา”
นอกจากทรงพระกรุณารับพระภารกิจด้านการสอนและการบริหารที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ระหว่างพ.ศ.๒๕๑๕ – ๒๕๑๗ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กราบทูลเชิญสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นองค์บรรยายพิเศษวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสแก่นักศึกษาในสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสระดับชั้นปีที่ ๓ และปีที่ ๔ โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้พระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสอนภาษาและวรรณคดีแก่อาจารย์ในสาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสนานัปการ ทำให้งานด้านวิชาการของสาขาวิชาฝรั่งเศส ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ เป็นที่น่าพอใจยิ่ง ในขณะเดียวกัน สมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังได้พระราชทานเงินสมนาคุณ ที่มหาลัยเชียงใหม่ ทูลเกล้าฯถวายเนื่องในโอกาสที่ทรงได้มาสอนพิเศษแก่นักศึกษา วิชาภาษาฝรั่งเศส ที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อซื้อตำราประกอบการเรียน เป็นประจำทุกปีๆ ละ ๒ ทุน ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๕ – ปัจจุบัน และเมื่อได้มีการก่อตั้งสมาคมฝรั่งเศสเชียงใหม ่ในพ.ศ.๒๕๑๕ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงพระกรุณารับเป็นนายกกิตติมศักดิ์ของสมาคม







นอกจากนั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๒๒ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังทรงพระกรุณา รับเป็นองค์บรรยายพิเศษวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ และวิชาการเขียนรายงานแก่นิสิตคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงแสวงหาหนังสือและนิตยสารภาษาฝรั่งเศส พระราชทานเป็นสมบัติของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ เพื่อให้อาจารย์ และนิสิตสามารถติดตามเหตุการณ์ของโลกและวิชาความรู้ใหม่ๆ ในด้านต่างๆ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังได้พระราชทานพระเมตตาให้นิสิตทุกคนที่ขัดข้องเข้าเฝ้ากราบทูล ถามได้ทุกโอกาส ด้วยทรงตั้งมั่นในพระหฤทัยว่าทรงเป็น “ครู” และทรง “รัก” ใน “วิชาชีพครู” จึงมิทรงหน่ายที่จะทรงอธิบายในเรื่องเดียวกันหลายครั้ง แต่จะทรงพอพระหฤทัยที่ทรงได้อธิบายดังที่ทรงมีพระดำรัสคราวหนึ่งว่า “...จะให้ฉันอธิบายสักกี่สิบครั้งก็ได้ ขอให้นักศึกษาเข้าใจก็แล้วกัน...” สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงสนพระหฤทัยและทรงติดตามเพื่อทรงทราบต่อไป ว่าศิษย์แต่ละคนได้ออกไปประกอบอาชีพใดบ้างทั้งทรงติดตามข่าวคราวของศิษย์ที่ไปศึกษาต่อ ด้วยน้ำพระหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาปราณีสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้พระราชทานเงินสมนาคุณที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทูลเกล้าฯถวายให้เป็นทุนอุดหนุนนิสิตที่ขัดสนและเรียนดีเพื่อซื้อตำรา ประกอบการเรียน ตั้งแต่พ.ศ.๒๕๒๐ – ปัจจุบัน
ครั้นเมื่อพ.ศ.๒๕๒๑ อาจารย์อุบลวรรณ โชติวิสิทธิ์ อาจารย์แผนกภาษาฝรั่งเศส คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เขียนจดหมายกราบทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้ทรงทราบปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในจังหวัดห่างไกล และมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเมื่อความทราบฝ่าพระบาทก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานลายพระหัตถ์ แจ้งให้อาจารย์อุบลวรรณ เดินทางมาเข้าเฝ้าที่วังสระปทุม ภายหลังอาจารย์อุบลวรรณได้เล่าว่า “...พระองค์ท่านให้นั่งรถไปด้วยกัน เป็นรถตำรวจ ทรงพาไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จำได้ว่าพระองค์ท่านตรัสว่า ‘ฉันหาครูให้ไม่ได้ แต่ฉันจะไปสอนให้เอง’...สมัยนั้นปัตตานีไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ โรงแรมดีๆ ก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นดีที่สุดก็คือให้พระองค์ท่านประทับในวิทยาเขต” โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มรับพระภารกิจการทรงงานสอนในรายวิชาภาษาฝรั่งเศส และวิชากวีนิพนธ์ (Po?sie) ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๓ ซึ่งการเสด็จครั้งนั้นทรงสร้างขวัญและกำลังใจแก่คณาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีโดยทั่วกัน นับจากนั้นอาจารย์อุบลวรรณ ยังมีจดหมายเป็นภาษาฝรั่งเศสมากราบทูลรายงานอย่างสม่ำเสมอ



ตลอดระยะเวลาที่ทรงงานสอนในฐานะ “สมเด็จฯอาจารย์” ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ได้สัมผัสและซาบซึ้งในพระเมตตาคุณพร้อมกับคำร่ำลือที่ว่า “ทรงดุ” เป็นที่กลัวและเกรงของนิสิต นักศึกษาทั่วหน้ากัน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงเล่าพระราชทานไว้ว่า “เวลาบรรยายในมหาวิทยาลัย ความสัมพันธ์ก็น้อย แต่ถึงอย่างไร พอถามไป พูดอะไรที่ตลกๆไปหน่อย เขาก็หัวเราะออกมาได้ ที่แปลกคนนึกว่าฉันต้องดุมาก ฉันเป็นคนที่ดุข้างนอก คนกลัวมากถ้าทำอะไรที่พูดแล้วก็ทำอย่างนั้นอยู่ ฉันก็รำคาญ เอ็ดตะโรหน่อยและเสียงดังด้วย คนก็ชอบว่าดุ แต่เวลาสอนฉันไม่ดุ...เวลาเป็นครูฉันใจดีมาก”
พระภารกิจอีกประการหนึ่งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับผิดชอบเมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อาจารย์” คือการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทย โดยทรงพระดำริ จัดตั้ง “สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย” ขึ้นเมื่อพ.ศ.๒๕๒๐ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ การสอนภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสในทุกระดับและเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความเห็น ทางวิชาการ วิธีการสอนสื่อการสอน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการติดต่อกับองค์กรและหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องเช่นศูนย์วัฒนธรรมฝรั่งเศส (Services Culturels) UNESCOและ SEAMEO เป็นต้น โดยสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณารับดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๔ จากนั้นทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์สมาคมฯ มาจนถึงปัจจุบันทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่สมาคมฯ ในทุกทาง เช่นทรงสนับสนุนการพิมพ์วารสารของสมาคมเพื่อเผยแพร่ความรู้ใหม่ๆ พระราชทาน พระนิพนธ์บทความลงวารสาร ทรงส่งเสริมให้สมาชิกครูได้เข้ารับการสัมมนา ดูงานและศึกษาต่อ เป็นต้น







แม้แสนนานเพียงไหนจะไม่ลืมแสงแห่งศรัทธา บรรเลงเพลงต่างดอกไม้ฝากสายลมพัดพาพวงดอกแก้วกัลยาเบ่งบานยังปลายฟ้านิรันดร์

พระราชประวัติ พระพี่นางฯ







พระราชประวัติ




สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นพระธิดาพระองค์แรกใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ สถานพยาบาล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระนามในพระสูติบัตรเมื่อแรกประสูติ คือ เมย์ ตามเดือนที่ประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และ ในพ.ศ. 2478 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเฉลิมพระเกียรติเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ใน พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในตามธรรมเนียมราชประเพณีเป็นพระองค์แรกในรัชกาลทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หลังจากที่ประสูติได้ไม่นานนัก สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงย้ายจากกรุงลอนดอนไปประทับอยู่ที่เมืองเซาท์บอน ทางฝั่งตะวันออก และหลังจากนั้นไปประทับที่เมืองบอสคัม ทางชายฝั่งทะเลด้านใต้ของประเทศอังกฤษ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนถึงเดือน ต.ค. พ.ศ. 2466 ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จกลับประเทศไทย เมื่อเสด็จถึงประเทศไทย สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ พระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล ซึ่งเป็นพระสหายสนิทของสมเด็จพระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้ถวายการอภิบาล ต่อมาพ.ศ. 2468 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีไปประเทศเยอรมนีและประเทศฝรั่งเศส










การศึกษา ใน พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างนั้น สมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ทรงนำพระธิดาและพระโอรสพระองค์ แรกไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กโซเลย์ (Champ Soleil) หลายเดือน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศส ในปลาย พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงนำครอบครัวไปประทับที่เมืองบอสตัน (Boston) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ค (Park School) ใน พ.ศ. 2471 เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด (Harvard) จึงได้ทรงนำครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทย และประทับ ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี และทรงศึกษาอยู่จนถึง พ.ศ. 2476 ภายหลังที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จทิวงคตใน พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนถึง พ.ศ. 2476 สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำพระโอรส-พระธิดาทั้ง 3 พระองค์ไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เข้าศึกษาในโซเลย์อีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลา ๒ เดือน แล้วจึงเข้าศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาชื่อเมียร์มองต์ (Miremont) การศึกษาที่เมียร์มองต์นั้นครูมีการอ่านเรื่องสั้นๆ ให้ฟัง นักเรียนจะต้องเขียนเรื่องที่ได้ฟังส่งให้ครูตรวจ ในระยะแรกทรงเขียนได้เพียง 1 บรรทัด จากเรื่องยาวประมาณครึ่งหน้ากระดาษที่ครูอ่าน ครั้งหนึ่งครูให้เขียนประโยคเกี่ยวกับ TAON (ตัวเหลือบ) ทรงเข้าพระทัยคิดว่าเป็น PAON (นกยูง) เพราะเสียงคล้ายกัน จึงทรงเขียนว่า "TAON เป็นนกที่สวยงาม" แต่อีกต่อมาประมาณ 2 ปี ก็ทรงเขียนร่วมกับนักเรียนชาวสวิตได้อย่างดี จนจบชั้นประถมศึกษา พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสละราชสมบัติ และรัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์สมบัติ หลังจากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรส-พระธิดา ไปประทับที่บ้านซึ่งพระราชทานนามว่า วิลล่าวัฒนา (Villa Vadhana) เมืองปุยยี ใกล้กับโลซาน พ.ศ. 2478 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรี ชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ชั้นมัธยมศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นับจาก ชั้น 6 5 4 3 2 1 ทรงสามารถสอบเข้าชั้น 5 ในระดับมัธยมศึกษาได้ ทรงเรียนภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย พ.ศ. 2481 ทรงย้ายไปศึกษาต่อที่เจนีวา ในลักษณะของนักเรียนประจำที่ International School of Geneva ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาได้เยี่ยมเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พ.ศ. 2485 ได้เสด็จเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี และได้รับ Diplôme de Chimiste A เมื่อ พ.ศ. 2491 ในระหว่างที่ทรงศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ - ครุศาสตร์ Diplime de Sciences Sociales Podagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่างๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยา แม้เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาเคมีแล้ว ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย





การทรงงาน เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จนิวัติประเทศไทยใน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงทราบดีว่าพระธิดาโปรดการเป็นครูมาแต่ทรงพระเยาว์ ได้รับสั่งแนะนำให้ทรงงานเป็นอาจารย์ จึงทรงรับงานเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาฝรั่งเศสที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงสอนวิชาสนทนาภาษาฝรั่งเศส วิชาอารยธรรมฝรั่งเศส และวิชาวรรณคดีฝรั่งเศส นิสิตที่ได้มีโอกาสเป็นศิษย์ด้วยล้วนปีติยินดีในพระกรุณาธิคุณยิ่งนัก หลายคนรำลึกได้ว่าในวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสทรงสอนผลงานของ Victor Hugo นักประพันธ์เอกของโลก สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึง พ.ศ. 2501 ใน พ.ศ.2512 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ขอรับพระราชทานพระกรุณาให้ทรงเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงรับงานสอนและงานบริหารโดยทรงเป็นหัวหน้าสาขาสอนวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส และผู้อำนวยการภาษาต่างประเทศ อันประกอบด้วยภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และรัสเซีย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงสอนวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสแก่นักศึกษาชั้นปีต่างๆ และทรงดูแลการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ได้ทรงจัดทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสจนสำเร็จในปี พ.ศ. 2516 เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติงานสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กราบทูลเชิญเป็นองค์บรรยายพิเศษตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ในปี พ.ศ. 2519 เมื่อพระราชกิจด้านอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จึงทรงลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ยังเสด็จเป็นองค์บรรยายพิเศษต่อไปอีก นอกจากนั้น ยังทรงรับเป็นองค์บรรยายพิเศษวิชาภาษาฝรั่งเศสในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย ต่อมาเมื่อทรงทราบปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในจังหวัดห่างไกลและมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ก็ได้พระราชทานพระเมตตา เสด็จไปทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยประทับอยู่ในวิทยาเขตปัตตานี ดังเช่นอาจารย์อื่นๆ ระหว่างที่ทรงงานสอน ได้ทรงร่วมกิจกรรมทางวิชาการหลายด้าน เช่น ทรงเป็นกรรมการสอบชิงทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทรงเป็นประธานออกข้อสอบภาษาฝรั่งเศสในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ หลังจากที่ปฏิบัติงานด้านการสอนมาจนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์






ด้วยพระปรีชาญาณจากประสบการณ์ที่ทรงงานสอนภาษาฝรั่งเศสมาเป็นระยะเวลานาน จึงทรงตระหนักถึงปัญหาความต่อเนื่องในการเรียนภาษาฝรั่งเศสระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทรงริเริ่มก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การปรับปรุงวิธีการสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทรงดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2520 จนถึง พ.ศ. 2524 จากนั้นก็ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์สมาคมฯ มาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้พระราชทานพระอนุเคราะห์แก่สมาคมฯ ในทุกทาง อาทิ ทรงสนับสนุนการพิมพ์วารสารของสมาคม เพื่อเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ พระราชทานพระนิพนธ์บทความลงวารสาร ทรงส่งเสริมให้สมาชิกครูได้เข้ารับการสัมมนา ดูงานและศึกษาต่อ เป็นต้น การเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสและการวิจัยด้านภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทยทั้งระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาจึงเจริญรุดหน้าเป็นลำดับ