วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ดาวอังคาร (Mars)



ดาวอังคารบางทีก็เรียกกันว่าดาวแดงเพราะผิวพื้นเป็นหินสีแดง หินบนดาวอังคารที่มีสีแดงก็เพราะเกิดสนิมท้องฟ้าของดาวดังคารเป็นสีชมพูเพราะฝุ่นจากหินแดงที่ว่านี้ ผิวของดาวอังคารเหมือนกับทะเลหินแดง มีก้องหินใหญ่และหลุมลึก ภูเขาสูง หุบ เหว และเนินมากมาย หนึ่งปีบนดาวอังคารเกือบเทาสองปีโลก แต่หนึ่งวันบนดาวอังคารจะนานกว่าครึ่งชั่งโมงโลกเพียงเล็กน้อยดาวอังคารมีอากาศห่อหุ้มอยู่ไม่มากและเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลมพัดแรงจัดทำให้ฝุ่นฟุ้ง ไปทั้งดวงดาว ดาวอังคารมีขนาดโตประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ดาวอังคารอยูไกลดวงอาทิตย์มากกว่าโลกจึงทำให้มีบรรยากาศหนาวเย็น อุณหภูมิบนดาวดวงนี้จะต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในบรรดาดาวเคราะห์บนฟ้าทั้งหมด เพราะเคยมีคนเชื่อว่า มีมนุษย์อยู่บนดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ ดาวอังคารยังเป็นดาวเคราะห์ที่มีโอกาสเข้ามาใกล้โลกเกือบพอๆ กับดาวศุกร์ โดยระยะใกล้ที่สุดจะอยู่ภายใน 40 ล้านกิโลเมตร เมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ที่มีกำลังแยกภาพสูงสุด ส่องดาวอังคารขณะอยู่ใกล้โลกที่สุด จะเห็นรายละเอียดได้ถึง 150 กิโลเมตร ซึ่งเทียบได้กับการเห็นริ้วรอยบนดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า ที่กำลังแยกภาพขนาดนี้จะไม่เห็นรายละเอียดของพื้นผิว เช่นไม่เห็นภูเขาหรือหุบเหว หรือหลุมบ่อของดาวอังคาร แต่จะเห็นโครงสร้างใหญ่ๆ เช่นขั้วน้ำแข็งสีขาว หรือริ้วรอยสีคล้ำซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลของดาวอังคาร สาเหตุที่มีผู้เชื่อว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่บนดาวอังคาร เนื่องจากนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ จิโอวานนี ชิอาพาเรลลี รายงานเมื่อ พ.ศ. 2420 ว่าเขาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่งพบร่องที่เป็นเส้นตรงจำนวนมากบนพื้นผิว และเรียกเป็นภาษาอิตาลีว่า คานาลี (canale) ซึ่งมีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษว่า channel (ช่องหรือทาง) แต่คนอังกฤษเอาไปแปลว่า canal (คลอง) อันเป็นสิ่งซึ่งต้องขุดสร้างขึ้น ผู้ขุดสร้างคลองบนดาวอังคารจึงต้องเป็นมนุษย์ดาวอังคาร เพื่อนำน้ำจากขั้วมายังบริเวณศูนย์สูตรสำหรับการเพาะปลูก จุดนี้เองที่นำไปสู่การเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เชื่อว่ามีมนุษย์ดาวอังคาร



ซึ่งจะเดินทางมาบุกโลก ผู้ที่สนับสนุกความคิดเรื่องมนุษย์ดาวอังคารสร้างคลองส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก คือ เปอร์ซิวัล โลเวลล์ นักดาราศาสตร์อเมริกันและเป็นสมาชิกของครอบครัวที่มั่งคั่งในรัฐแอริโซนา เขาได้ทำแผนที่แสดงคลองต่างๆ บนดาวอังคาร แต่ต่อมามีนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังแยกภาพที่ดีกว่า ตรวจไม่พบคลองบนดาวอังคาร แต่ชาวบ้านทั่วไปยังฝังใจเชื่ออยู่ จนกระทั่งถึงยุคอวกาศจึงปรากฏชัดว่าไม่มีคลองบนดาวอังคารแน่นอน พื้นผิวดาวอังคารมีหลุมบ่อ หุบเหว ภูเขา และมีปล่องภูเขาไฟ มีร่องเหมือนเป็นทางน้ำไหลมาก่อน ดังจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อการสำรวจดาวอังคารโดยยานอวกาศ

ยานอวกาศลำแรกที่ประสบความสำเร็จในการผ่านใกล้ดาวอังคาร คือ ยานมารีเนอร์ 4 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2508 ภาพที่ถ่ายทอดกลับมาจำนวน 22 ภาพแสดงให้เห็นว่าพื้นผิวดาวอังคารมีหลุมและบ่อมากมาย ยานอวกาศมารีเนอร์อีกหลายลำต่อมา สามารถถ่ายภาพพื้นผิวรวมกันแล้วได้ครบทั่วทุกบริเวณ โดยเห็นภาพละเอียดถึง 1 กิโลเมตร ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยให้นักภูมิศาสตร์ทำแผนที่ของดาวอังคารได้ทั้งดวง บนพื้นผิวของดาวอังคารจึงพบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางธรณีวิทยา เช่น ปล่องภูเขาไฟ หุบเหวกว้างและลึกร่องที่เหมือนกับร่องน้ำที่เคยเป็นทางน้ำไหลมาก่อน ยานที่สำรวจดาวอังคารต่อจากยานมารีเนอร์ คือ ยานไวกิง 2 ลำ แต่ละลำประกอบด้วยยานลำแม่ที่เคลื่อนรอบดาวอังคาร ในขณะที่ส่งยานลูกลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร ยานไวกิง 1 ลงที่ไครส์ พลาทิเนีย (Chryse Planitia) ซึ่งแปลว่า ที่ราบแห่งทองคำ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เป็นเวลา 7 ปีหลังจากที่ นีล อาร์มสตรอง เหยียบดวงจันทร์ ต่อจากนั้นอีก 2 เดือน ยานไวกิง 2 ก็ลงในที่ราบทางเหนือชือที่ราบยูโทเปีย (Utopia) ยานทั้งสองมีแขนกลยื่นออกไปตักดินบนดาวอังคารมาวิเคราะห์ภายในยาน เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต หรือซากของสิ่งมีชีวิต แต่การวิเคราะห์ไม่ยืนยันว่ามีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ต่อจากยานไวกิงคือ ยานมาร์สพาธไฟเดอร์ ที่นำรถโซเจนเนอร์ไปด้วย ยานได้ลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2540 ภาพที่น่าตื่นเต้นคือการติดตามรถคันเล็กๆ เคลื่อนที่สำรวจก้อนหินใกล้ฐานซึ่ง ต่อมาได้รับชื่อว่า ฐานเซแกน ภาพก้อนหินที่เรียงในทิศทางเดียวกันชี้ให้ เห็นว่าบนดาวอังคารเคยมีน้ำไหลมาก่อน ล่าสุดยานมาร์สโกลบอล เซอร์เวเยอร์ ซึ่งกำลังเคลื่อนรอบดาวอังคารได้ส่งภาพหุบเหวที่เป็นร่องลึกหรือที่เรียกว่า แคนยอน ซึ่งคดเคี้ยวไปมา ในอนาคตสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีโครงการที่จะส่งยานอวกาศไปเก็บดินจากดาวอังคารกลับมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการบนโลก และอีกไม่นานมนุษย์จะเดินทางไปดาวอังคารเช่นเดียวกับการลงบนดวงจันทร์ เมื่อ พ.ศ. 2512


เครดิต

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phitsanulok/suwicha_p/mars.html

ม้าน้ำ



เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำแต่ไม่ได้จัดอยู่ในจำพวกปลา

ม้าน้ำเป็นสัตว์ที่เมื่อผสมพันธุ์เสร็จแทนท่ตัวเมียจะอุ้มทองแต่กลับต้องเป็นตัวผู้

การออกลูกจะออกลูกเป็นไข่ที่ละหลายๆฟอง ม้าน้ำจะอาศัยอยู่ในทะเลอยู่ตามปะการัง

และสาหร่าย วงจรชีวิตของม้าน้ำจะแตกต่างจากปลามาก จะมีคลีบอยู่ที่หูใช้ในการว่าย

ม้าน้ำจะมีหางที่ยาวเรียวใช้เกาะจับสิ่งของต่างๆและใช้เกาะตัวเมียในการผสมพันธุ์และหางของ

ม้าน้ำยังสามารถงอได้อีกด้วย ม้าน้ำมีอยู่หลายชนิดและทุกชนิดจะมีรูปร่างลักษณะประมาณนี้



ในการผสมพันธุ์ม้าน้ำจะผสมพันธุ์กันในตอนเช้าถึงตอนเที่ยงด้วยที่ตัวผู้จะว่ายเข้าไปใกล้กับตัวเมีย

แล้วใช้หางมัดแล้วดึงเข้ามาหาตัวแล้วจึงเริ่มแอ่นอกงอหัวลงมาเรื่อยๆจนหัวชิดกับหน้าอกของ

ตัวเองแล้วใช้แรงบีบถุงหน้าท้องจนเปิดช่องแสดงว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์แล้วถ้าหากตัวเมีย

เปลี่ยนสีลำตัวจากนั้นจึงว่ายหันข้างไปด้วยกันแสดงว่าตกลง และถ้าหากตัวเมียมีอาการหนีหรือ

สลัดตัวออกจากตัวผู้แสดงว่าไม่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ในการอุ้มท้องตัวผู้จะอุ้มท้องอยู่ประมาณ

2สัปดาห์แล้วตัวผู้และตัวเมียจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาจนกว่าจะวางไข่แล้วลูกของตนจะเติบโตขึ้นมา


เครดิต

http://www.animallovely.com/219.php

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

เสือ



เสือ (อังกฤษ: big cat) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ฟิลิดีซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับแมวโดยชนิดที่เรียกว่าเสือมักมีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่า[1]และอาศัยอยู่ภายในป่า ขนาดของลำตัวประมาณ 168 - 227 เซนติเมตรและหนักประมาณ 180 - 245 กิโลกรัม[2] รูม่านตากลม เป็นสัตว์กินเนื้อกลุ่มหนึ่ง มีลักษณะและรูปร่างรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากสัตว์ในกลุ่มอื่น หากินเวลากลางคืน มีถิ่นกำเนิดในป่า เสือส่วนใหญ่ยังคงมีความสามารถในการปีนป่ายต้นไม้ ซึ่งยกเว้นเสือชีต้า เสือทุกชนิดมีกรามที่สั้นและแข็งแรง มีเขี้ยว 2 คู่สำหรับกัดเหยื่อ ทั่วทั้งโลกมีสัตว์ที่อยู่ในวงศ์เสือและแมวประมาณ 37 ชนิด ซึ่งรวมทั้งแมวบ้านด้วย

เสือจัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะเสือขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่งหรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความหวาดหวั่นเกรงขามในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของพวกมัน เสือจึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชาแห่งสัตว์ปา และเป็นจ้าวแห่งนักล่าอย่างแท้จริง [3]

ปัจจุบันจำนวนของเสือในประเทศไทยลดจำนวนลงเป็นอย่างมากในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เสือกลับถูกล่า ป่าภายในประเทศถูกทำลายเป็นอย่างมาก สภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของมนุษย์เอง ทุกวันนี้ปริมาณของเสือที่จัดอยู่ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของเสือซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของเสือเพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด


เครดิต

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD

อะโรวาน่าแดง Red Arowana



ในปัจจุบันปลาอะโรวาน่าแดงทั้ง 4 สายพันธุ์ ได้ถูกเรียกรวมๆทั้งหมดว่า Supet Red ซึ่งก็ไม่ค่อยถูก
นักทีเดียวที่จะเรียกดังกล่าว เนื่องจากปลาอะโรวาน่าแดงประเภท Orange Red และ Golden Red
เวลาโตจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่าสจะไม่ีแดงเข้มเท่า 2 สายพันธุ์แรก

ความแตกต่างดังกล่าวนี้ พ่อค้าปลาได้ตั้งชื่อเรียกปลาอะโรวาน่าชุดแรกว่าๆที่มีการส่งออกว่า Chilli Red และ Blood Red โดยที่จะใช้ความเข้าของสีแดงและรูปทรงของปลาในการจำแนกปลากทั้งสองชนิด
ออกจากกัน ในปลาที่โตเต็มที่แล้ว Chilli Red จะสีแดงคล้ายพริก ในขณะที่ Blood Red จะสีแดงออก
สีเลือด Chilli Red จะมีตาที่ค่อนข้างใหญ่และหางมีรูปร่างคล้ายเพชร ในขณะที่ Blood Red ตาจะมี
ขนาดเล็กกว่า ขาวกว่า และรูปแบบหางจะกลมเปิดกว้างมากกว่า บางครั้งขอบตาบนจะแตะระดับ ส่วน
บนของหัวพอดี

ในขณะที่ปลาทั้งสองมีขนาดเล็กจุดที่ใช้แยกแยะคือ ฐานของเกล็ด CHilli Red จะมีเกล็ดงอกออก
เหลือบเขียว และเป็นเงาแวววาว ในขณะที่ของ BloodRed จะแวววาวคล้ายทอมาเลย์มากกว่า
การพัฒนาสีของ Chilli Red จะช้ามากหรือพูดง่ายๆ ก็คือ Chilli Red จะขึ้นแดงเต็มที่ช้ากว่าของ
Blood Red 1-2 ปี ซึ่งก็ต้องลุ้นกันหน่อยสำหรับการรพัฒนาสีแดงของ CHillit Red โดยเฉพาะ
ตัวที่ขอบเกล็ดมีสีแดงไม่หนา ส่วนรูปแบบการพัฒนาสีบนเกล็ดปลาทั้งสองชนิิดจะคล้ายกัน คือ
จะเปลี่ยนไปเป็รสีส้มก่อนเป็นสีแดง แต่ก็เอาแน่นอนไม่ได้ ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูมากกว่า 8 ปี แล้ว
สียังไม่ออกจะกระท่งแค่ช่วงเดือนเดียวที่ปลาเปลี่ยนสีจากสีซีดๆมาเป็นสีแดง สร้างความฉงนสน
เท่ห์แก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างมากเรื่องนี้ก็สอนให้เรารู้ว่าหากรักจะเลี้ยงแล้วหล่ะก็ คุณต้องมีความอดทน เฝ้าทะนุถนอมเลี้ยงดูเค้าอย่างดีแล้ว สักวันหนึ่งปลาของคุณก็จะตอบแทนคุณด้วยสีสันอันสวยงาม

ส่วนอะโรวาน่าแดง อีกสองชนิดที่เหลือ ที่เรียกว่า Organge Red และ Gold Red นั้นถึงแมว่า
ปลาจะโตเต็มที่แล้วสีจะไม่ออกแดง แต่จะอมทองหรือส้มทั้งตัว ชนิดทั้งสองนี้เป็นชนิดที่ราคาถูกกว่า
สองชนิดแรกในบรรดาปลาอะโรวาน่าแดง สาเหตุของสีไม่ออกแดงอาจเกิดจากการผสมข้ามพันธุ์
ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ว่าราคาที่แพงของพ่อแม่พันธุ์ผู้เพาะเลี้ยงอาจต้องใช้ปลาเขียว หรือสีทอง
อ่อนมาผสม


เครดิต

http://www.samud.com/aquarium/Arowana/arowana_2-2-3.asp

ไอพอดทัช 4

ไอพอดทัช 4 ข้อมูล, ภาพ, คลิป, สั่งซื้อ (รุ่นใหม่ล่าสุด)
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: สินค้ามาใหม่, สินค้าไอที, ไอพอดทัช, ไอพอต, เทคโนโลยี, เปิดตัวสินค้า, Apple
Apple เปิดตัว iPod Touch 4 รุ่นใหม่ล่าสุด มากับจอ Retina, กล้องถ่ายวีดีโอ HD และกล้องแชทข้างจอ
ในงานประจำปีที่ จัดโดย Apple เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2553 ที่เมืองซานฟราซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเปิดตัวสินค้าใหม่จาก Apple หลายตัว
ไอพอดทัชเป็นหนึ่งในสินค้าที่เปิดตัวรุ่นใหม่ในงานนี้ โดยรุ่นล่าสุดคือ iPod Touch 4 ได้รับการอัพเกรดสเปคในหลายด้าน ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือก่อนหน้า



สเปคไอพอดทัช 4 มีดังนี้

จอสัมผัส 3.5 นิ้ว ความละเอียด 960×640 พิกเซล
กล้อง ถ่ายภาพนิ่ง 960 x 720 พิกเซล
กล้องถ่ายวีดีโอ HD 720p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที (กล้องหลังเครื่อง)
กล้องข้างจอหน้า ถ่ายวีดีโอ 640×480 ที่ 30 เฟรมต่อวินาที (กล้องหน้าเครื่อง)
เล่นวีดีโอ HD 720p H.264 ที่ 30 เฟรมต่อวินาที
Gyroscope สามแกน ตรวจจับโคลงของโทรศัพท์
Accelerometer
แบตเตอรี่ ฟังเพลงได้ต่อเนื่อง 40 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ ดูวีดีโอได้ต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง
ขนาดเครื่อง 11.1 x 5.9 x 0.7 ซม
หนัก 101 กรัม
WiFi 802.11b/g/n
Bluetooth 2.1 +EDR
Nike + iPod
สนับสนุนคีย์บอร์ดภาษาไทย
สนับสนุนคำอธิบายหน้าภาษาไทย
พจนานุกรมภาษาไทย (ดิกชันนารีภาษาไทย)
สนับสนุน FaceTime
สนับสนุน Game Center
เมื่อเปรียบเทียบสเปคของไอพอดทัช 4 จะพบว่ามีฟีเจอร์ใหม่ๆที่เหมือนกับที่พบในโทรศัพท์ไอโฟน 4 หลายด้าน

ฟีเจอร์ที่เหมือนกัยในiPhone 4 อย่างแรกคือ จอภาพ 3.5 นิ้ว ความละเอียด 960×640 พิกเซล ที่ Apple เรียกว่า จอ Retina โดยจอภาพตัวนี้ให้อัตราพิกเซลต่อตารางนิ้วสูงที่สุดไอตลาดมือถือปัจจุบัน

นอกจากนี้ iPod Touch 4 ยังมีฟีเจอร์ไม่เคยมีอยู่ในไอพอดทัชรุ่นก่อนๆ คือกล้องสองตัว ด้านหลังเครื่องและด้านหน้าเครื่อง กล้องด้านหลังเป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพและวีดีโอ HD 720p ในขณะที่กล้องด้านหน้าเครื่องเป็นกล้องตัวเล็กถ่ายวีดีโอ 640×480 สำหรับใช้แชทวีดีโอผ่านโปรแกรม Face Time

แบตเตอรี่ใน ไอพอดทัช 4 สามารถให้เวลาการใช้งานได้นานกว่าแบตเตอร์รี่ที่ใช่ในไอพอดทัชรุ่นเก่า โดย iPod Touch 4 สามารถฟังเพลงได้นาน 40 ชั่วโมง ในขนาดที่ iPod Touch 3 ฟังเพลงได้นาน 30 ชั่วโมง

ขนาดเครื่อง มีความบางลง ตัวเครื่องกว้างและสูงเกือบเท่าเดิมเท่าเดิม โดยมีขนาดเล็กกว่าในรุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย

น้ำหนักเครื่องลดลงจากนำหนักในรุ่น iPod Touch 3 ที่ประมาณ 116 กรัม ลดลงเหลือ 101 กรัม

iPod Touch 4 เปิดให้รับจองได้แล้วผ่านเว็บไซต์ร้านออนไลน์ของ Apple และมีกำหนดส่งของได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์

ราคาไอพอดทั ช 4 มีสามราคาคือ

7,900 บาท ขนาดความจุ 8GB
10,400 บาท ขนาดความจุ 32GB
13,900 บาท ขนาดความจุ 64GB


เครดิต

http://sakid.com/2010/09/02/25562/

เทคโนโลยีสารสนเทศ

บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ




ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา
พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา




นักเรียนลองจินตนาการดูว่า นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้างจากตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อตื่นนอนนักเรียนอาจได้ยินเสียงจากวิทยุ ซึ่งกระจายเสียงข่าวสารหรือเพลงไปทั่ว นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน ดูรายการทีวี วีดีโอเมื่อมาโรงเรียนเดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ถ้าไปศูนย์การค้า ขึ้นลิฟต์ ขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ที่บ้านนักเรียน นักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ คุณแม่ทำอาหารด้วยเตาอบซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน

เครดิต

http://support.mof.go.th/net/techno.htm

ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ (ถูกกฎหมาย)



นักเล่นปืนบ้านเราออกจะอยากได้ปืนไรเฟิลระบบกึ่งอัตโนมัติ (รวมทั้งแบบอัตโนมัติ) กันเอามากๆ มีความพยายามที่จะนำเข้ามาทั้งแบบผิดกฎหมายรวมทั้งการขอใบ ป.2 หรือ ป.3 แบบถูกกฎหมาย แล้วใช้วิธีการพิลึกพิลั่นต่างๆนานา จนกระทั่งออกใบ ป.4 มาจนได้ แต่อยากจะเตือนว่าต่อให้ออกใบ ป.4 แบบมั่วๆ มาได้แล้วก็จริง แต่ปืนแบบนี้ยังไงๆ ก็มีความผิดอยู่ในตัวของมันเอง ถูกจับได้เมื่อไหร่ก็สามารถตั้งข้อหาได้สารพัด ตั้งแต่ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, กฎหมายศุลกากร จนถึงประมวลกฎหมาย อาญาเกี่ยวกับการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ไปจนถึงการปลอมเอกสารหรือ ใช้เอกสารราชการปลอม

แต่เชื่อไหมครับว่ายังมีปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติรุ่นเก่าอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นปืนที่ออกใบ ป.4 มาแบบถูกต้องตามกฎหมายอย่างเต็มภาคภูมิ เนื่องจากได้นำเข้ามาและจดทะเบียน ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายห้ามปืนในลักษณะนี้

มาคุยกันเรื่องวินเชสเตอร์ โมเดล 1907 กระบอกนี้ดีกว่า






จริงๆแล้วปืนไรเฟิลระบบกึ่งอัตโนมัตินั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ตำราทางฝ่ายอเมริกันนั้นว่ากันว่า จอห์น บราวนิง เป็นคนสังเกตเห็นว่าในระหว่างที่ ยิงปืนจะมีก๊าซจำนวนมากพุ่งตามกระสุนออกมา จึงเกิดความคิดที่จะนำพลังงานจาก ก๊าซนั้นมาช่วยส่งกระสุนนัดต่อๆไปเข้าไปในรังเพลิง และก็ได้นำแนวความคิดนี้มาผลิต เป็นปืนต้นแบบในขนาด .45-75 และได้รับทะเบียนสิทธิบัตรในวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1892 หน้าตาของปืนที่ว่า ผมเอามาลงให้ดูแล้วในภาพที่ 4 ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนปืนเท่าไหร่

ทีนี้ระบบการทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติของปืนยุคแรกๆ ยังคงเป็นระบบโบล์วแบ็ก แบบเดียวกับปืนลูกกรดในทุกวันนี้ แต่เมื่อใช้กระสุนที่มีอานุภาพสูงขึ้น แรงอัดในรังเพลิง ก็มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดแรงผลักดันให้ลูกเลื่อนถอยอย่างรุนแรงจนรีคอยล์สปริงรับ ไม่ไหว ดังนั้น บราวนิงจึงได้ออกแบบให้เป็นระบบรีคอยล์ โดยจัดให้ลำกล้องปืนถอยหลัง มาเป็นระยะทางสั้นๆ เพื่อถ่วงเวลาให้แรงอัดในรังเพลิงลดลงเสียก่อน ต่อจากนั้นลำกล้อง จะยันกับโครงปืนหยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้ปลอกกระสุนดันลูกเลื่อนถอยหลังต่อไปจนกระทั่ง เกิดการคัดปลอกกระสุน และบรรจุนัดใหม่ เข้าไปในรังเพลิง

แต่ปืนระบบโบล์วแบ็กก็ยังคงมีข้อดีอยู่ตรงที่มีชิ้นส่วนน้อยกว่า ลำกล้องยึดแน่นกับโครงปืน ไม่เคลื่อนที่ ช่วยลดชิ้นส่วนที่อาจจะหลวมคลอน และยังมีรีคอยล์น้อยกว่า เพราะไม่มี แรงกระแทกจากการที่ลำกล้องปืน ซึ่งเป็นเหล็กทั้งดุ้นถอยมากระแทกโครงปืนอีกด้วย ดังนั้น ในยุคแรกๆ ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติของอเมริกันจึงได้แยกออกเป็นสองแนวทาง คือ เรมิงตันใช้ระบบรีคอยล์ตามแนวทางการออกแบบของบราวนิง ทำให้ได้ปืนที่มีอานุภาพสูง ใช้กระสุนได้ถึง .35 เรมิงตัน และ .30 ซาเวจ ส่วนวินเชสเตอร์จะใช้ระบบโบล์วแบ็ก ของจอห์นสัน (Thomas Johnson) ทำให้ได้ปืนที่มีขนาดกะทัดรัดกว่าของเรมิงตัน แต่กระสุนมีอานุภาพต่ำกว่า

ไรเฟิลชนวนกลางแบบกึ่งอัตโนมัติ แบบแรกของวินเชสเตอร์คือ ปืนโมเดล 1905 ซึ่งมีรูปร่างคล้ายๆกับปืนกระบอกนี้ละครับ แต่ใช้กระสุน .32 WSL กับ .35 WSL กระสุน .35 เป็นกระสุนเซมิริม ส่วน .32 เป็นกระสุนแบบมีริมเหมือนกับกระสุนปืนลูกโม่ และกระสุน .32 WSL นี้เองที่เป็นต้นแบบของกระสุน .30 คาร์ไบน์ ที่ส่งเสียงดังตลอด สงครามโลกครั้งที่สอง ติดต่อกันมาถึงสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม

ถัดมาอีก 2 ปีวินเชสเตอร์ถึงได้ออกปืนโมเดล 1907 กระบอกนี้ขึ้นมา โดยเพิ่ม อานุภาพกระสุนขึ้นเป็น .351 วิน ซึ่งยืดปลอกกระสุนจาก .35 WSL ของเดิมยาว 1.14 นิ้วขึ้นไปเป็น 1.91 นิ้ว และปืนโมเดล 1907 นี่ละครับที่เป็นปืนซึ่งประสพความ สำเร็จมากที่สุด โดยผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ.1907 ติดต่อกันนานถึงห้าสิบปี แม้ว่าในอีกสามปีถัดมา วินเชสเตอร์จะออกปืนโมเดล 1910 โดยขยายกระสุนขึ้นไปเป็น .401 WSL แต่ก็ทำ ขายเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้นเอง ไม่ได้ขายดิบขายดีเหมือนกับโมเดล 1907 กระบอกนี้

วินเชสเตอร์ โมเดล 1907 เริ่มผลิตขึ้นมาในปี ค.ศ. 1907 เมื่อบวกด้วย 543 ก็ตรงกับ พ.ศ.2450 คือเกิดก่อน พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ร.ศ. 131 คลอดออกมา 5 ปี พอดี ผมจึงไม่แปลกใจที่ปืนกระบอกนี้ตอก ก.ท. ด้วยเลขเพียงสามตัว ปืนรุ่นนี้นักเล่นปืน รุ่นคุณปู่จะเรียกว่า "ห้านัดกดแซ่" เข้าใจว่าที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะว่าปืนสมัยก่อนจะนิยม เก็บก้านแซ่เอาไว้ใต้ลำกล้อง (ปืนรุ่นใหม่อย่าง เช่น AK-47 ก็ยังเก็บก้านแซ่ไว้ใต้ลำกล้อง) พอเห็นวินฯ 1907 ใช้กดก้านขึ้นลำใต้ลำกล้อง ก็เลยเรียกว่าห้านัดกดแซ่เสียเลย

วินเชสเตอร์ทั้งสามโมเดลใช้ซองกระสุนแบบถอดออกจากตัวปืนได้ สำหรับ ปืนกระบอกนี้ซองกระสุนที่มากับปืนมีทั้งแบบ 5 นัดและ 10 นัด ลองเปิดตำนานดูประวัติ ของปืนแล้ว ซองกระสุนมาตรฐานของปืนรุ่นนี้จะเป็นแบบ 5 นัด ส่วนแบบ 10 นัดจะทำ เป็นอ็อพชั่นแยกขายต่างหาก โดยออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เป็นต้นไป

กระสุน .35 และ .351 ของวินเชสเตอร์ จะใช้หัวกระสุนเล็กกว่าของเรมิงตันนิดหน่อย คือของวินเชสเตอร์จะใช้หัวกระสุนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.351 นิ้ว แต่ .35 เรมิงตันจะใช้ 0.358 นิ้ว และก็คงต้องยอมรับนักเล่นปืนนิยมกระสุนของเรมิงตันมากกว่า เนื่องจากในปัจจุบันนี้กระสุนไรเฟิลในคาลิเบอร์ .35 อย่างเช่น .350 เรมิงตัน แม็กนั่ม, .35 วีเลน หรือแม้แต่ .356 วินเชสเตอร์ กับ .358 วินฯเองก็จะใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.358 นิ้ว เหมือนกับ .35 เรมิงตันทั้งหมด

ปืนกระบอกนี้เราได้มาทดสอบโดยเจ้าของปืนเห็นว่าเป็นของแปลก อยากจะ แนะนำให้เพื่อนนักเล่นปืนอื่นๆได้รู้จัก จึงติดต่อส่งปืนมาให้ อวป. ทำการทดสอบ กระสุนที่ให้มากับปืนมีทั้งของวินเชสเตอร์ กับเรมิงตัน กระสุนของวินเชสเตอร์เป็นแบบ หัวแข็ง FMJ 180 เกรน หุ้มด้วยแจ็กเก็ตนิเกิลสีเงิน ส่วนของเรมิงตันเป็นกระสุนหัวอ่อน JSP แจ็กเก็ตทองแดงธรรมดา

ดูจากอานุภาพของกระสุนที่พอๆกับ .357 แม็กซิมั่มที่ยิงจากปืนยาว ผมจึงตัดสินใจ นำปืนวินเชสเตอร์กระบอกนี้มายิงในระยะเพียง 25 เมตร ซึ่งใกล้ที่สุดเท่าที่เราเคย ทดสอบไรเฟิลชนวนกลาง ปรากฏว่าอาจจะไกลไปด้วยซ้ำเพราะกระสุนวินเชสเตอร์ยี่ห้อ เดียวกับปืนด้านเกือบทุกนัด แถมนัดที่ลั่นออกไปก็ยังส่งเสียงไม่ค่อยจะหนักแน่นสมเป็น กระสุนไรเฟิลเสียเลย เข้าใจว่าเป็นเพราะความเก่าแก่พอๆกับตัวปืนที่ตอก ก.ท. ด้วยตัวเลข เพียงสามตัว มาชื่นใจอีตอนที่เปลี่ยนเป็นกระสุนหัวอ่อนของเรมิงตัน เสียงกระสุนดัง สนั่นหวั่นไหว โทนเสียงออกแหลมคล้ายกับ .357 แม็กซิมั่ม แต่รีคอยล์นุ่มนวลมากพอๆ กับ .223 เท่านั้นเอง

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจกระบอกนี้ อยากทราบว่าเขาซื้อขายกันไปหรือยัง หรือว่ารับโอนกันสำเร็จหรือไม่ ลองแวะไปถามที่ ห้างฯ ปืนเพ็ญจันทร์ เพราะได้ข่าวว่าคนซื้อคนขายเขานัดมาเจอกันที่นั่น


เครดิต
http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=7410